
โซลาร์เขย่ายุโรป! ลดนำเข้าฟอสซิล 3 พันล้านยูโร สเปนขึ้นแท่นผู้นำ
พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยยุโรปลดพึ่งพาก๊าซ-น้ำมัน ประหยัดค่านำเข้าเฉพาะเดือนมีนาคมกว่า 3 พันล้านยูโร สเปนโดดเด่นด้วยพลังงานหมุนเวียน 69.7%
KEY
POINTS
- การขยายตัวของพลังงานแสงอาทิตย์ช่วยให้สหภาพยุโรปประหยัดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ถึง 3 พันล้านยูโรในเดือนมีนาคม
- สเปนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของยุโรป โดยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเกือบ 70%
- พลังงานแสงอาทิตย์ได้กลายเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงานที่สำคัญของยุโรป ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศและป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยยุโรปประหยัดค่าการนำเข้าน้ำมันและก๊าซกว่า 3 พันล้านยูโรในเดือนมีนาคม: สเปนขึ้นแท่นผู้นำเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด
รายงานวิเคราะห์จาก euronews ล่าสุดระบุว่า โครงข่ายและการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั่วทวีปยุโรป ได้ช่วยประหยัดงบประมาณการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ให้กับสหภาพยุโรป (EU) ได้สูงถึงประมาณ 3,000 ล้านยูโร (ราว 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในระยะเวลาเพียงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของพลังงานหมุนเวียนในการเป็น "เกราะป้องกัน" ความผันผวนทางเศรษฐกิจและวิกฤตพลังงาน
พลังงานหมุนเวียนสร้างประวัติศาสตร์ใหม่
ข้อมูลจากการวิเคราะห์แนวโน้มพลังงานพบว่า ในช่วงที่ราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลในตลาดโลกยังคงมีความผันผวน การขยายตัวของกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ช่วยให้ประเทศสมาชิก EU ลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซและน้ำมันดิบลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
และหากราคาก๊าซยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี คาดว่ากำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่จะสามารถช่วยยุโรปประหยัดงบประมาณสะสมได้สูงถึง 6.75 หมื่นล้านยูโร
นอกจากนี้ ในภาพรวมของปีที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมกัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในภูมิภาคยุโรป
เปิดสถิติประเทศผู้นำการสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
จากการจัดอันดับสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มยุโรป พบว่ามีความก้าวหน้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่:
- สเปน (69.7%): ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการใช้พลังงานหมุนเวียนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหญ่ ด้วยสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโซลาร์ฟาร์มอย่างต่อเนื่อง
- จอร์เจีย (68.4%) และ โปรตุเกส (65.8%): ตามมาในอันดับต้น ๆ ด้วยการผสมผสานพลังงานน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์
- โครเอเชีย (58.0%): มีสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดเกินครึ่งหนึ่งของความต้องการไฟฟ้าในประเทศ
- มอลตา (10.7%): อยู่ในอันดับรั้งท้าย แม้จะเป็นประเทศที่มีแสงแดดส่องสว่างมากกว่า 300 วันต่อปีก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า
ความท้าทายที่ยังรอการแก้ไข
แม้ตัวเลขความประหยัดจะสะท้อนความสำเร็จ แต่ภาคอุตสาหกรรมพลังงานในยุโรปยังคงต้องเผชิญกับท้าทายหลายประการ เช่น
1. คอขวดด้านแรงงานและการอนุมัติ: ในบางประเทศอย่างเยอรมนี แม้ความต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์ของประชาชนจะสูง แต่กลับเจอปัญหาขาดแคลนช่างติดตั้ง และกระบวนการอนุมัติทางกฎหมายที่ใช้เวลานาน
2. การจัดการพลังงานส่วนเกิน: ในช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อน บางพื้นที่เกิดภาวะไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ล้นระบบในช่วงกลางวัน (10.00 น. - 15.00 น.) ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) และปรับปรุงระบบสายส่งข้ามแดนเพื่อกระจายพลังงานส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่วาระด้านการลดคาร์บอนเพื่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงาน ที่ช่วยปกป้องผู้บริโภคและเศรษฐกิจของยุโรปจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน







