
ACSC เปิดสถิติ 7 วัน ภัยออนไลน์ลด แอบอ้างบุคคลอื่นพุ่งอันดับ 1
ACSC เปิดสถิติ 27 ก.ย.-3 ต.ค. รับแจ้ง 5,279 คดี เสียหาย 252 ล้าน แม้คดีลดลง แต่แอบอ้างบุคคลอื่นสร้างความเสียหายสูงสุด 67 ล้าน
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดสถิติภัยออนไลน์รอบ 7 วัน พบจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายลดลง แต่การหลอกลวงโดยแอบอ้างบุคคลอื่นกลับมาสร้างความเสียหายสูงสุด ขณะที่ผู้หญิงและกลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ตกเป็นเหยื่อสูงสุด
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตฉอ.ตร.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ เปิดข้อมูลสถิติคดีภัยออนไลน์ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 27 กันยายน-3 ตุลาคม 2569 ข้อมูลพบว่า มีคดีแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวน 5,279 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 252 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวันที่ 20-26 กันยายน 2569 พบว่าจำนวนคดีที่รับแจ้งลดลง 95 คดี ขณะที่มูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 1 ล้านบาท
แม้ภาพรวมจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายจะลดลง แต่รูปแบบการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายสูงสุดในรอบสัปดาห์นี้กลับเปลี่ยนมาเป็น การหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น ซึ่งยังเป็นพฤติกรรมที่ศูนย์ ACSC เฝ้าระวังและเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง
หลอกซื้อขายสินค้ายังครองแชมป์จำนวนคดี
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์ของ ACSC พบว่า การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ ยังคงเป็นประเภทคดีที่มีจำนวนมากที่สุด โดยมีจำนวน 3,939 คดี หรือคิดเป็น 74.6% ของคดีทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากมูลค่าความเสียหาย กลับพบว่าประเภทคดีที่สร้างความเสียหายสูงที่สุดในรอบสัปดาห์นี้ คือ การหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น มีมูลค่าความเสียหายกว่า 67 ล้านบาท หรือคิดเป็น 26.6% ของคดีทั้งหมด
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการจะมีจำนวนคดีสูง แต่รูปแบบการแอบอ้างบุคคลอื่นยังเป็นภัยที่สร้างความเสียหายทางการเงินในระดับสูง
กรุงเทพฯ แจ้งความมากสุด
สำหรับพื้นที่ที่มีการแจ้งความเกี่ยวกับคดีออนไลน์มากที่สุดในรอบสัปดาห์ พบว่า กรุงเทพมหานครมีจำนวนการแจ้งความสูงสุด โดยมี 107 คดี มูลค่าความเสียหาย 25.6 ล้านบาท
รองลงมาคือ สมุทรปราการ มีการแจ้งความ 27 คดี มูลค่าความเสียหาย 4.2 แสนบาท และชลบุรี มีการแจ้งความ 23 คดี มูลค่าความเสียหาย 6.1 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลการแจ้งความในพื้นที่ที่มีจำนวนคดีสูงสุดตามสถิติของรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผู้หญิง-วัย 21-30 ปี ยังเป็นกลุ่มเสี่ยง
เมื่อจำแนกข้อมูลผู้เสียหายตามเพศและอายุ พบว่า ผู้หญิงยังตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย ขณะที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อสูงสุด และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีสถิติต่อเนื่องมาหลายเดือน
เมื่อจำแนกตามประเภทคดี ยังพบว่ากลุ่มอายุ 21-30 ปี มีจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 ประเภทคดี ได้แก่
อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ
อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น
อันดับ 3 คดีหลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่น
ข้อมูลดังกล่าวทำให้ ACSC ยังคงเน้นย้ำการเฝ้าระวังพฤติกรรมของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะรูปแบบการแอบอ้างตัวบุคคลหรือหน่วยงานที่ทำให้ผู้เสียหายเกิดความเข้าใจผิดและยอมทำตามคำสั่งของคนร้าย
เฝ้าระวังพื้นที่ชายแดน พบคนไทยถูกส่งกลับจากลาว 110 คน
นอกจากสถิติการแจ้งความแล้ว ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีรายงานผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนและการดำเนินการเกี่ยวกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปคม. รับตัวคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับจาก สปป.ลาว รวม 110 คน โดยทั้งหมดให้การสอดคล้องกันว่า ถูกจัดกลุ่มให้ไปทำงานเกี่ยวข้องกับคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บพนันออนไลน์
ในจำนวนดังกล่าว มี 32 คนทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์อยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ส่วนอีก 78 คน ทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์รูปแบบ Hybrid scam หรือการหลอกให้รักแล้วหลอกลงทุน ที่เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว
เจ้าหน้าที่นำตัวทั้งหมดดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.จัดหางานฯ และดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงทางโทรคมนาคม
จับชาวจีน-วานูอาตู ลักลอบเข้าเมือง
ขณะเดียวกัน ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.6 บก.ปคม. จับกุมชาวจีน 2 ราย และชาววานูอาตู 1 ราย บริเวณสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาชาวจีนและชาววานูอาตูให้การยอมรับว่า ลักลอบเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่เขตติดต่อประเทศกัมพูชา 2 ราย และพื้นที่เขตติดต่อ สปป.ลาว 1 ราย ก่อนเดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานคร
จากนั้นทั้งหมดโดยสารรถไฟขบวน 171 จากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อเดินทางลงภาคใต้ ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมบริเวณสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตแก่ผู้ต้องหาชาวจีนและชาววานูอาตู ก่อนนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ACSC ประสานธนาคารช่วยเหยื่อทัน 20 ราย ระงับเงินกว่า 1.6 ล้านบาท
ในส่วนของการช่วยเหลือผู้เสียหาย ศูนย์ ACSC ระบุว่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสที่รับแจ้งผ่านศูนย์และประสานงานร่วมกับกลุ่มธนาคารต่างๆ ก่อนนำไปสู่การประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างทันท่วงที
ผลการปฏิบัติสามารถระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนที่จะถูกโอนไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้จำนวน 20 ราย คิดเป็นเงินกว่า 1.6 ล้านบาท
หนึ่งในกรณีที่น่าสนใจ คือ ผู้เสียหายหญิงวัย 59 ปี ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ซึ่งถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า ติดต่อเข้ามาโดยอ้างว่าจะดำเนินการคืนเงินประกัน ก่อนให้ผู้เสียหายแอดไลน์และทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพกำหนด
กว่าจะรู้ตัว เงินได้ถูกโอนออกจากบัญชีไปแล้ว คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเกือบ 5 แสนบาท
ACSC จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายถึงบ้านพัก พร้อมอธิบายถึงกลโกงของมิจฉาชีพ และให้โทรแจ้งอายัดบัญชีผ่านสายด่วน 1441 รวมถึงแนะนำให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย
หนุ่มวัย 21 ปี ถูกหลอกทุนเรียนจีน เสียหายกว่า 5 แสน
อีกกรณีเป็นผู้เสียหายชายวัย 21 ปี ซึ่ง ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองอุบลราชธานี เข้าระงับการโอนเงิน หลังได้รับแจ้งจากบิดาของผู้เสียหาย
กรณีนี้ผู้เสียหายได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพที่อ้างว่าได้รับทุนการศึกษาเพื่อไปศึกษาต่อที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ก่อนหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีม้า โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนสำหรับใช้ทำวีซ่า
หลังจากโอนเงิน ผู้เสียหายกลับไม่สามารถติดต่อแหล่งต้นทางได้อีก จึงตรวจสอบกลับไปยังมหาวิทยาลัยที่ถูกนำมาอ้างว่าจะให้ทุน ก่อนพบว่าตนเองถูกหลอก และสูญเงินไปกว่า 5 แสนบาท
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ให้ผู้เสียหายโทร 1441 เพื่อดำเนินการอายัดบัญชี พร้อมประสานบิดาให้พาผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อไป
ACSC เตือน อ้างเป็นตำรวจ-ปปง.-DSI ให้โอนเงิน คือมิจฉาชีพ
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ACSC ย้ำเตือนประชาชนให้ระมัดระวังมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ ปปง. และ DSI
ACSC ระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจริงจะไม่มีการโทรศัพท์มาหาประชาชนในลักษณะดังกล่าว และจะไม่ส่งเอกสารราชการ รวมถึงหมายจับหรือหมายเรียกต่างๆ ผ่านทางไลน์
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จริงจะไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวน ขอข้อมูล หรือควบคุมตัว และที่สำคัญจะไม่มีการบังคับให้ประชาชนโอนเงินหรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้ รวมถึงไม่มีการให้ไปรับทรัพย์สินตามสถานที่ต่างๆ เพื่อนำไปตรวจสอบความบริสุทธิ์
หากพบพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าว ACSC เตือนให้ถือว่าเป็นพฤติกรรมของมิจฉาชีพ
นอกจากการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ยังต้องระวังบุคคลที่อ้างตัวเป็นเครือข่ายโทรศัพท์ สถาบันการเงิน หรือธนาคาร โดยอ้างว่าเบอร์โทรศัพท์หรือบัญชีของประชาชนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
หากได้รับสายลักษณะดังกล่าวและไม่แน่ใจ ACSC แนะนำให้ตรวจสอบกลับไปยังหน่วยงานต้นทางที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง ก่อนดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
เตือนผู้ปกครอง เฝ้าสังเกตพฤติกรรมบุตรหลาน
ACSC ยังฝากเตือนผู้ปกครองให้หมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน หากพบว่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เก็บตัว หรือปลีกตัวออกจากบ้าน โดยเฉพาะกรณีที่มีการขอให้โอนเงินเพื่อเป็นค่าเทอม ค่าประกัน หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขอทุนการศึกษาเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ
ควรตรวจสอบข้อมูลกลับไปยังมหาวิทยาลัยหรือเจ้าของทุนที่ถูกกล่าวอ้างอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่ามีโครงการหรือทุนดังกล่าวอยู่จริง ก่อนดำเนินการโอนเงิน
หากยังไม่มั่นใจว่าเหตุการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์หรือไม่ ACSC แนะนำให้รีบปรึกษาหรือแจ้งเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ทันที
สถานการณ์สถิติรอบสัปดาห์นี้จึงยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้จำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายโดยรวมจะลดลง แต่รูปแบบการหลอกลวงยังคงเปลี่ยนแปลงและสร้างความเสียหายในระดับสูง โดยเฉพาะการแอบอ้างบุคคลอื่น ซึ่งกลับขึ้นมาเป็นรูปแบบคดีที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดในรอบสัปดาห์







