
เปิด 4 ฉากทัศน์ PDP 2026 ไทยยังพึ่งก๊าซ 12 ปี ก่อนถึงทางแยก Net Zero
สนพ. เปิดภาพร่าง PDP 2026 วาง 4 ฉากทัศน์พลังงานไทย ชี้ 12 ปีแรกยังต้องพึ่งก๊าซธรรมชาติ ก่อนตัดสินใจครั้งใหญ่เลือกเทคโนโลยีสู่ Net Zero
KEY
POINTS
- สนพ. เผย แผน PDP 2026 กำหนดให้ช่วง 12 ปีแรก (พ.ศ. 2569–2581) เป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่ไทยยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการเพิ่มพลังงานหมุนเวียน
- หลังปี 2581 ประเทศไทยจะเผชิญกับ "ทางแยก" ในการเลือกเทคโนโลยีเพื่อมุ่งสู่ Net Zero โดยมี 4 ฉากทัศน์เป็นทางเลือกหลัก ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCS), การใช้พลังงานหมุนเวียนสูงสุด, หรือแนวทางแบบผสมผสาน
- เป้าหมายสำคัญของแผนคือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคไฟฟ้าลงอย่างเข้มข้น จาก 120 ล้านตัน ให้เหลือประมาณ 19 ล้านตันภายในปี 2593 เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero
สนพ. เผยร่างแผน PDP 2026 เปิด 4 ฉากทัศน์พลังงานไทย ชี้ช่วงเปลี่ยนผ่าน 12 ปีแรกยังพึ่งก๊าซ ก่อนปักหมุดสู่ Net Zero
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยในงานสัมมนา BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER “พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” จัดโดยฐานเศรษฐกิจร่วมกับ Posttoday ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพ ราชประสงค์ ถึงทิศทางนโยบายพลังงานไทยและร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ว่า
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ในระยะ 12 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569–2581) ก่อนที่จะต้องเผชิญกับ "ทางแยก" ในการตัดสินใจเชิงเทคโนโลยีครั้งสำคัญเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี พ.ศ. 2593–2598
"12 ปี คือ transition เรายังคงใช้เรื่องของเชื้อเพลิงแก๊สธรรมชาติในการผลิตของประเทศ แต่หลังปี 2580 แล้ว มันเป็น cross road ที่เราจะต้องเลือก" นายวัฒนพงษ์กล่าว
5 ปัจจัยกดดันบีบปรับโครงสร้างพลังงานใหม่
แผน PDP 2026 ยกร่างขึ้นท่ามกลางแรงกดดันและปัจจัยแวดล้อมทั้งในและต่างประเทศ 5 ด้านหลัก ได้แก่
ความต้องการพลังงานสะอาด (Green Demand): มาตรการทางการค้าโลก เช่น CBAM และกติการะหว่างประเทศที่กดดันภาคการส่งออกและภาคธุรกิจให้ต้องใช้พลังงานหมุนเวียน
การเติบโตของเทคโนโลยี AI และ Data Center: การขยายตัวของการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในไทย ซึ่งต้องการพลังงานไฟฟ้าในปริมาณมากและต้องเป็นไฟฟ้าสะอาด
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนสู่ Prosumer: ประชาชนและภาคเอกชนหันมาผลิตไฟฟ้าใช้เอง (เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop) แต่ยังคงต้องการระบบไฟฟ้าหลักจากภาครัฐเป็นระบบสำรอง (Backup)
การกระตุ้นการใชียานยนต์ไฟฟ้า (EV): นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลผ่านบอร์ด EV ชาติ ซึ่งสร้างปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าในรูปแบบใหม่
กฎหมายและมาตรการภาษีคาร์บอน (Carbon Tax): ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดเก็บภาษีคาร์บอนที่จะมีผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจในอนาคต
กรอบลดคาร์บอนภาคไฟฟ้าเข้มข้น
นายวัฒนพงษ์ระบุว่า สนพ. ได้ทำงานร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคไฟฟ้าอย่างเข้มข้น โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากระดับ 120 ล้านตัน ในปี 2569 ให้เหลือเพียงประมาณ 19 ล้านตัน ภายในปี 2593 หรือลดลงกว่า 70–80%
ช่วง 12 ปีแรกของแผน (พ.ศ. 2569–2581) ประเทศไทยยังคงมีความจำเป็นต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Solar, Wind, Biomass, Biogas และขยะ)
พร้อมการนำระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และปั๊มไฮโดรมาเสริม รวมถึงการบรรจุโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ขนาด 300 เมกะวัตต์ไว้ในแผนเพื่อศึกษานวัตกรรมใหม่
"ถ้าจะทำให้ทั้งประเทศไปเรื่องของ Net Zero เราต้องลด CO2 ภาคไฟฟ้าอย่างเข้มข้น ให้เหลือประมาณ 19 ล้านดัน (ลดลง 70% จากปี 2569)"
กาง 4 ฉากทัศน์ (Scenarios) หลังปี 2581 ทางเลือกอนาคตพลังงานไทย
หลังจากผ่านพ้นช่วงเปลี่ยนผ่าน 12 ปีแรก สนพ. ได้ประเมินทางเลือกเชิงเทคโนโลยีไว้ 4 ฉากทัศน์ เพื่อบรรลุเป้าหมายปล่อย CO2 เหลือ 19 ล้านตัน ได้แก่:
Case 1 (Base Case): ปรับลดตามกรอบเดิม ปล่อย CO_2 อยู่ที่ 66 ล้านตัน (ยังไม่บรรลุเป้า Net Zero)
Case 2 (CCS Focus): เน้นใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ร่วมกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เพื่อรักษาโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่
Case 3 (RE 100% / Maximum RE): เร่งสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงสุดถึง 89% และลดฟอสซิลเหลือ 11% แต่ต้องแลกด้วยต้นทุนการลงทุนระบบส่ง และแบตเตอรี่สำรองที่สูงถึง 7 แสนล้านบาท
Case 4 (Hybrid / Balanced Case): ทางสายกลางที่ผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียน 79% และการใช้ก๊าซธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยี CCS อีก 21%
ชูเกณฑ์ความมั่นคง LOLE พร้อมควบคุมอัตราค่าไฟฟ้า
ร่างแผน PDP 2026 มีการเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (Loss of Load Expectation : LOLE) โดยกำหนดไว้ไม่เกิน 0.7 วันต่อปี (หรือเกิดไฟดับไม่เกิน 1 วันในรอบ 2 ปี) เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน
"วันนี้เรามองเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าเป็นวินาที... ประเทศไทยตอนนี้ภายใต้แผน PDP ไฟดับได้ 1 วันต่อปีแค่นั้น"
สำหรับเป้าหมายกรอบอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนตั้งเป้าไว้อยู่ในระดับไม่เกิน 3.80 – 4.50 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือต้นทุนการเชื่อมต่อระบบพลังงานหมุนเวียน (RE Integration) และการจัดเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งกระทรวงพลังงานกำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เกิดภาระซ้ำซ้อนแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ
"ค่าไฟที่ท่านเห็น ตามแผนเฉลี่ยไม่เกิน 4 บาท (ตัวเลขสูงสุดเฉลี่ยทั้งแผนอยู่ที่ 3.88 บาท)" แต่หากมีการคิดภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เข้ามา ก็จะมีประเด็นต้นทุนเพิ่มเติม" นายวัฒนพงษ์กล่าว
ก่อนย้ำชัดเรื่องของการเปิดเสรีไฟฟ้าว่า "เรื่องของการเปิดเสรีหนีไม่พ้น วันนี้การไฟฟ้าเองก็ต้องปรับตัว" และ "บทบาทของการไฟฟ้ากำลังจะเปลี่ยนไป ประชาชนต้องมีส่วนร่วม”
ก่อนย้ำว่า "SMR แห่งแรกของไทย 100 เมกะวัตต์ หนีไม่พ้น กฟผ. แน่นอน"
"แผน PDP เป็นภาพฉายระยะยาว ไม่ใช่แผนที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เปลี่ยนแปลงได้... ขึ้นอยู่กับต้นทุนเทคโนโลยีและตลาดพลังงานไฟฟ้าที่มีการเปลี่ยนแปลงไป" นายวัฒนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย







