
Data Center ผุดกลางกรุง ใครอนุญาต? เปิดช่องโหว่กฎหมายที่ กทม.ก็เอื้อมไม่ถึง
เมื่อ Data Center ขนาดใหญ่เข้ามาอยู่กลางเมือง คำถามจึงไม่ใช่แค่สร้างได้หรือไม่ แต่คือใครควบคุม และกรุงเทพฯ มีสิทธิเลือกหรือไม่ว่าจะให้สร้างตรงไหน?
KEY
POINTS
- ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่กำลังขยายตัวเข้าสู่พื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ เช่น ย่านพระราม 9 และวิทยุ ทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมและความปลอดภัยต่อชุมชน เนื่องจากมีการใช้พลังงานและทรัพยากรสูง
- เกิดช่องโหว่ทางกฎหมายสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายควบคุม Data Center โดยตรง ทำให้โครงการมักถูกขออนุญาตในฐานะ "คลังสินค้า" ซึ่งไม่สะท้อนผลกระทบเฉพาะตัว เช่น การใช้ไฟฟ้ามหาศาล ระบบทำความเย็น และการเก็บเชื้อเพลิงสำรอง
- กทม. มีอำนาจจำกัดในการควบคุม ทำได้เพียงตรวจสอบตามกฎหมายผังเมืองและอาคารที่มีอยู่ซึ่งไม่ได้ห้ามการก่อสร้างโดยตรง ขณะที่รัฐบาลเพิ่งเริ่มจัดทำกรอบนโยบายกำกับดูแลในระดับประเทศ ทำให้กฎหมายปัจจุบันตามไม่ทันการเติบโตของธุรกิจ
“ข้อมูลจาก Arizton ระบุว่า ณ เดือนกันยายน 2568 กรุงเทพฯ มี Data Center ที่เปิดดำเนินการ 31 แห่ง และมีอีก 8 แห่งเป็นโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้น”
จากพระราม 9–รามคำแหง–หัวหมาก ถึงถนนวิทยุ Data Center กำลังเปลี่ยนกรุงเทพฯ จากเมืองธุรกิจสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่คำถามใหญ่ไม่ใช่แค่ “สร้างได้หรือไม่” หากคือ “เมืองควรอนุญาตให้สร้างตรงไหน และใครมีอำนาจกำกับ”
ภาพของ Data Center ในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจากอาคารโครงสร้างพื้นฐานที่คนทั่วไปแทบไม่รู้จัก มาเป็นประเด็นเมืองอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เริ่มปรากฏในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ใกล้ชุมชน โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน และย่านที่อยู่อาศัย
กรณีล่าสุดคือโครงการ Data Center บริเวณพระราม 9 ซอย 6 เขตห้วยขวาง ซึ่งกลายเป็นจุดตั้งคำถามว่า ภายใต้กฎหมายไทยในปัจจุบัน Data Center ขนาดใหญ่สามารถเข้ามาตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองได้มากเพียงใด และหน่วยงานท้องถิ่นมีอำนาจควบคุมมากน้อยแค่ไหน
คำตอบที่ได้จาก กทม. คือ โครงการที่เป็นข่าวสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายที่มีอยู่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลเพิ่งเริ่มวาง กรอบนโยบายและกลไกกำกับ Data Center ในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ ในปี 2569 สะท้อนว่า ระบบกำกับดูแลของไทยยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน...
สิ่งที่น่าจับตากว่าคือ “น้ำมันสำรอง”
ข้อถกเถียงไม่ได้มีเพียงเรื่องผังเมือง หนึ่งในประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ การเก็บน้ำมันดีเซลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของ Data Center
ในการแถลงข่าววันที่ 1 กันยายน โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีการกล่าวถึงกรณีสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกกล่าวอ้างว่ามีการเก็บน้ำมันในปริมาณสูงมาก
และรัฐมนตรีดีอีระบุว่า มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ รวมถึงขอความช่วยเหลือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยยังไม่ยืนยันปริมาณและยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าการกักเก็บดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่
แต่ในเชิงนโยบาย คำถามสำคัญคือ
หากอาคารหนึ่งถูกจัดประเภทเป็นคลังสินค้า แต่ภายในมีระบบคอมพิวเตอร์ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง และมีเชื้อเพลิงปริมาณสูง กฎหมายควรมองอาคารนั้นด้วยมาตรฐานเดียวกับคลังสินค้าทั่วไปหรือไม่?
นี่คือคำถามที่กฎหมายเดิมยังตอบได้ไม่ชัด!
Data Center กลางกรุง มีอยู่ตรงไหนบ้าง?
หากไล่จากข้อมูลที่ผู้ประกอบการเปิดเผยต่อสาธารณะ จะพบว่า Data Center ในกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่เฉพาะนิคมอุตสาหกรรมหรือพื้นที่รอบนอกเมือง แต่มีทั้งในย่านธุรกิจและพื้นที่เมืองชั้นใน
หนึ่งในกลุ่มที่เห็นชัดคือ STT GDC Thailand ซึ่งมี Data Center ในกรุงเทพฯ 3 แห่ง ได้แก่ STT Bangkok 1 (23 MW) ในพื้นที่หัวหมาก, STT Bangkok 2 (24MW – กำลังพัฒนา) ซึ่งอยู่ในแคมปัสเดียวกัน และ STT Bangkok 3 (2 MW) บนถนนวิทยุ เขตปทุมวัน ในพื้นที่ One Bangkok
โดย STT ระบุว่า STT Bangkok 3 เป็นศูนย์เชื่อมต่อโครงข่ายที่ตั้งอยู่ในย่าน Pathum Wan และมี IT Load 2 เมกะวัตต์ ขณะที่ STT Bangkok 1 อยู่ในย่านหัวหมากและมีขนาดใหญ่กว่ามาก
อีกแห่งที่อยู่ในพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างชัดเจนคือ Telehouse Bangkok บริเวณพระราม 9 โดย Telehouse ระบุว่าศูนย์ข้อมูลแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านพระราม 9 ใกล้เขตธุรกิจและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และออกแบบเป็น Data Center แบบ purpose-built สำหรับการเชื่อมต่อโครงข่ายโดยเฉพาะ
ส่วน DAMAC Digital BKK02 หรือเดิม EDGNEX Bangkok ตั้งอยู่บริเวณซอยศรีนครินทร์ 8 ในเขตสวนหลวง ซึ่งอยู่ในพื้นที่พระราม 9 CBD เช่นกัน โครงการประกอบด้วยอาคาร 2 หลัง กำลังรองรับรวม 20 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นระยะละ 10 เมกะวัตต์ และพื้นที่โครงการประมาณ 19,000 ตารางเมตร
นอกจากนี้ยังมีศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการโทรคมนาคมและดิจิทัลที่อยู่ในอาคารเมือง เช่น True Internet Data Center บนถนนรัชดาภิเษก และศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการรายอื่นในพื้นที่กรุงเทพฯ
ซึ่งสะท้อนว่า Data Center ในเมืองไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เพียงแต่ สิ่งที่กำลังเปลี่ยนคือขนาดและลักษณะของโครงการรุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานสูงขึ้นมาก
ดังนั้น หากถามว่า “มี Data Center กลางกรุงหรือไม่” คำตอบคือ มีแน่นอน และไม่ได้มีเพียงโครงการเดียว
คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงว่า Data Center เป็นธุรกิจแห่งอนาคตหรือไม่ แต่คือ ภายใต้กฎหมายไทยในปัจจุบัน Data Center ขนาดใหญ่สามารถเข้ามาตั้งอยู่กลางกรุงเทพฯ ได้มากแค่ไหน และกรุงเทพมหานครมีอำนาจควบคุมโครงการเหล่านี้มากน้อยเพียงใด
ยิ่งเมื่อรัฐบาลกำลังเร่งวางกรอบกำกับ Data Center เป็นการเฉพาะ คำถามเรื่อง “กฎหมายตามทันหรือยัง” จึงยิ่งชัดขึ้น
กรุงเทพฯ มี Data Center กี่แห่งกันแน่?
ตัวเลขที่มีการอ้างถึงในช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้เกิดความสับสน เพราะคำว่า “Data Center” ถูกนับหลายแบบ ทั้งจำนวนโครงการ จำนวนอาคาร จำนวนบริษัท และจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
ข้อมูลจาก Arizton Advisory & Intelligence ซึ่งทำรายงานตลาด Data Center ของประเทศไทย ระบุว่า กรุงเทพฯ มี Data Center ที่เปิดดำเนินการแล้ว 31 แห่ง และมีอีก 8 แห่งอยู่ระหว่างการพัฒนา ณ เดือนกันยายน 2568 ทำให้กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางตลาด Data Center ของประเทศ
ขณะเดียวกัน รายงานข่าวที่นำเสนอประเด็น Data Center ใจกลางกรุงเทพฯ รวมถึง BBC ยังสะท้อนภาพเดียวกันว่า การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลกำลังเกิดขึ้นในพื้นที่เมือง ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรมหรือชานเมือง
และนี่คือจุดที่ทำให้เรื่อง Data Center กลายเป็นเรื่องของ “เมือง” มากกว่าเรื่องของธุรกิจเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
31 แห่งที่มีอยู่ ไม่ได้แปลว่าทั้งหมดเป็น Data Center ขนาดใหญ่
อีกประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดคือคำว่า Data Center ครอบคลุมศูนย์ข้อมูลหลายขนาดและหลายรูปแบบ
บางแห่งเป็นศูนย์ข้อมูลที่ให้บริการ Colocation หรือเชื่อมต่อเครือข่าย ขณะที่บางโครงการเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับ Cloud และ AI ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าและระบบทำความเย็นสูงกว่าศูนย์ข้อมูลทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น ตัวเลข 31 แห่ง เป็นตัวเลขจำนวนศูนย์ข้อมูลที่เปิดดำเนินการ ไม่ได้หมายความว่า Data Center ทั้ง 31 แห่งมีขนาดหรือผลกระทบต่อเมืองเท่ากัน
และยิ่งไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวไปเท่ากับจำนวน “บริษัท” ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Data Center
พระราม 9 กลายเป็นจุดจับตา กทม.บอก “ไม่ผิดผังเมือง”
หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือพระราม 9
กรณี Data Center บริเวณพระราม 9 ซอย 6 กลายเป็นตัวอย่างสำคัญของคำถามเรื่องอำนาจของ กทม. เพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเมืองที่มีทั้งอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม บ้านพักอาศัย และชุมชนอยู่โดยรอบ
กทม.ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวได้รับใบรับแจ้งการก่อสร้างอาคาร แบบ ยผ.4 เลขที่ 130/2567 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2567 เป็นอาคาร 4 ชั้น มีชั้นใต้ดิน 1 ชั้น พื้นที่รวม 12,249 ตารางเมตร และระบุการใช้ประโยชน์เป็นคลังสินค้า ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และสำนักงาน
ประเด็นสำคัญคือ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในบริเวณที่ดินประเภท ย.9-18 หรือพื้นที่สีน้ำตาลตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556
กทม.ระบุว่า ผังเมืองไม่ได้ห้ามการประกอบกิจการศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Data Center โดยตรง หากโครงการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินและความหนาแน่นของอาคาร
และเมื่อกิจการดังกล่าวไม่ถูกระบุเป็นกิจการต้องห้ามโดยตรง การพิจารณาจึงต้องย้อนกลับไปดูว่าอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินเข้าข่ายกิจการประเภทใด และผ่านข้อกำหนดเรื่องอาคารได้หรือไม่
และอีกคำถามสำคัญคือ หากกฎหมายไม่ได้ห้ามกิจการประเภทนี้โดยตรง กทม.สามารถปฏิเสธการก่อสร้างได้หรือไม่?
คำตอบในกรณีนี้คืออำนาจของ กทม.ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่
และนี่เองเป็นที่มาของคำอธิบายว่า กฎหมายเดิมอาจทำให้ กทม. “ทำอะไรได้ไม่มาก”
แต่พูดให้ตรงที่สุดคือ ผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับที่ใช้อยู่ไม่ได้เขียนคำว่า “Data Center ห้ามสร้างในพื้นที่นี้”
อีกพื้นที่ที่ถูกจับตามองอย่างมากคือ ซอยรามคำแหง 28 เขตบางกะปิ
ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไชยชนก ชิดชอบ ระบุเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ว่าได้รับรายงาน Data Center บางแห่งในกรุงเทพฯ อาจอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และอยู่ระหว่างตรวจสอบ และขณะนี้กำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลตรวจสอบ โดยยังไม่สรุปจำนวนและรายละเอียดทั้งหมด
เรื่องนี้จึงต้องแยกออกจากกรณีพระราม 9 อย่างชัดเจน
พระราม 9 คือกรณีที่ กทม.ชี้แจงว่าโครงการได้รับการแจ้งก่อสร้างและดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่ รามคำแหง 28 เป็นกรณีที่รัฐบาลระบุว่ากำลังตรวจสอบเรื่องการอนุญาต
จึงไม่ควรนำทั้งสองกรณีมารวมกันแล้วสรุปว่า Data Center ในกรุงเทพฯ “ผิดกฎหมายทั้งหมด” เพราะ Data Center ไม่ได้มีกฎหมายเฉพาะของตัวเอง
จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ Data Center ไม่ได้ถูกจัดเป็น “โรงงาน”
Data Center โดยทั่วไปไม่ได้ถูกกำกับในฐานะ ‘โรงงาน’ ตามลักษณะการประกอบกิจการผลิตสินค้าแบบโรงงาน จึงต้องอาศัยกฎหมายหลายชุดในการกำกับดูแล
ปัญหาสำคัญของระบบกฎหมายไทยอยู่ตรงนี้
ประเทศไทยยังไม่มีพระราชบัญญัติที่กำกับ Data Center โดยตรง ทำให้การพิจารณาโครงการต้องอาศัยกฎหมายหลายฉบับประกอบกัน ทั้งกฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายผังเมือง กฎหมายโทรคมนาคม กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายสาธารณสุข รวมถึงกฎเกณฑ์ด้านไฟฟ้าและน้ำ
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ด้านกฎหมายและรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องระบุว่า ปัจจุบัน Data Center ยังไม่เข้าข่ายเป็น ‘โรงงาน’ ตามนิยามของกฎหมายโรงงาน เนื่องจากไม่ได้ประกอบกิจการผลิตโดยใช้เครื่องจักรเพื่อการผลิต
ขณะที่กฎหมาย EIA ของไทยยังไม่ได้กำหนด Data Center เป็นประเภทโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม โครงการ Data Center อาจต้องทำ EIA หากเข้าเกณฑ์จากลักษณะอาคาร ที่ตั้ง หรือกฎหมายสิ่งแวดล้อมอื่นที่เกี่ยวข้อง”
นี่จึงเกิดช่องว่างสำคัญ
เพราะ Data Center อาจมีลักษณะการใช้ทรัพยากรที่แตกต่างจาก “คลังสินค้า” อย่างมาก ทั้งการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ระบบสำรองไฟ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบทำความเย็น เสียงจากระบบระบายความร้อน และในบางโครงการยังมีการเก็บเชื้อเพลิงสำรอง
แต่ในทางกฎหมาย ตัวอาคารอาจถูกยื่นขออนุญาตในลักษณะ “คลังสินค้า (ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์)”
กรณีพระราม 9 จึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของคำถามนี้
แล้วทำไม กทม.จึงบอกว่า “ทำอะไรไม่ได้มาก”?
เพราะอำนาจของ กทม. ไม่ได้ครอบคลุมทุกมิติของ Data Center
ในทางกฎหมาย กทม.มีอำนาจสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมือง แต่หากปัญหาคือการใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า การใช้น้ำ การเก็บเชื้อเพลิง การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือการกำกับกิจการโทรคมนาคม อำนาจเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นด้วย
ดังนั้น ต่อให้ กทม.เห็นว่า Data Center ขนาดใหญ่มีผลกระทบต่อเมือง ก็ไม่ได้หมายความว่า กทม.จะสามารถ “สั่งห้าม” ได้ทันที หากกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของ กทม.ไม่ได้กำหนดให้การใช้ประโยชน์ดังกล่าวเป็นสิ่งต้องห้าม
นี่คือความแตกต่างระหว่างคำว่า “ไม่เหมาะกับเมือง” กับ “ผิดกฎหมาย”
สองคำนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
“รัฐบาลเพิ่งเริ่มวาง กรอบนโยบายและกลไกกำกับ Data Center ในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ ในปี 2569”
ความเคลื่อนไหวที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์
คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีหน้าที่เสนอแนวนโยบาย มาตรฐาน และกรอบการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต ส่งเสริมการลงทุน และบริการต่าง ๆ สำหรับธุรกิจ Data Center
ที่สำคัญ รัฐบาลกำลังวางกรอบพิจารณา Data Center อย่างน้อย 4 มิติ ได้แก่
- หนึ่ง ประโยชน์ต่อประเทศไทย
ต้องดูเรื่องการจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร การใช้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการต่อยอดระบบนิเวศ AI
- สอง ความพร้อมและความมั่นคงด้านพลังงาน
ต้องพิจารณากำลังผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดย กพช.เห็นชอบแนวทางแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เกิดขึ้น
- สาม ความพร้อมด้านน้ำ
ต้องดูแหล่งน้ำ เทคโนโลยีระบบหล่อเย็น การรีไซเคิลน้ำ และความสามารถในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง
- สี่ ผลกระทบและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม
ครอบคลุมการผังเมือง การป้องกันอัคคีภัย ความร้อน เสียง น้ำเสีย และผลกระทบต่อชุมชน
รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการจัดทำ Power Map และ Water Map เพื่อใช้ประกอบการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับ Data Center ในอนาคต
นี่เป็นสัญญาณสำคัญ เพราะแปลว่าในระดับนโยบาย รัฐบาลเองมองว่าการพิจารณา Data Center ไม่ควรจบอยู่ที่คำถามว่า “ที่ดินแปลงนี้สร้างอาคารได้หรือไม่”
แต่ต้องถามต่อว่า “พื้นที่นี้มีไฟฟ้า น้ำ ระบบโครงข่าย และสภาพแวดล้อมที่รองรับหรือไม่?”
ตัวเลขลงทุนโตเร็วกว่ากฎหมาย
ข้อมูลจาก BOI ระบุว่า ระหว่างปี 2567–2569 มีโครงการ Data Center ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท และมี IT Load รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์
โครงการกระจายอยู่หลายพื้นที่ ไม่ได้อยู่เฉพาะกรุงเทพฯ โดยมีทั้งกรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปทุมธานี ระยอง และสมุทรปราการ
ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Data Center เพียงไม่กี่อาคารในกรุงเทพฯ แต่เป็นคำถามระดับประเทศว่า ไทยจะวาง Data Center ไว้ตรงไหน และจะให้เมืองรับภาระมากแค่ไหน
เพราะ Data Center รุ่นใหม่ไม่ได้ใช้เพียงพื้นที่ก่อสร้าง แต่ต้องการไฟฟ้า น้ำ ระบบสื่อสาร และระบบสำรองจำนวนมาก
ขณะนี้รัฐบาลเริ่มขยับด้วยการตั้งคณะกรรมการนโยบาย Data Center และกำลังศึกษาทั้งเกณฑ์คัดกรอง การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการกำหนดพื้นที่เหมาะสม
แต่ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในช่วงการจัดทำกรอบใหม่ ดังนั้น คำถามสำคัญของกรุงเทพฯ ในเวลานี้จึงอาจไม่ใช่ “Data Center สร้างได้หรือไม่ได้” แต่คือ
“ถ้ากฎหมายอนุญาตให้สร้างได้ เมืองมีสิทธิเลือกหรือไม่ว่า Data Center แบบไหนควรอยู่ตรงไหน?”
และหากคำตอบยังเป็นเพียงการตรวจสอบทีละโครงการ หลังจากอาคารกำลังจะสร้างเสร็จแล้ว กฎหมายอาจกำลังเดินตามเทคโนโลยีอยู่หนึ่งก้าวเสมอ..
ที่มา:
- Arizton Advisory & Intelligence – Thailand Data Center Market — ข้อมูลจำนวน Data Center และภาพรวมตลาดไทย
- BOI – ข้อมูลการลงทุน Data Center 42 โครงการ — 42 โครงการ เงินลงทุน 750,000 ล้านบาท และ IT Load 3,400 MW
- รัฐบาลไทย – ครม.ตั้งคณะกรรมการนโยบาย Data Center — มติ ครม. 5 สิงหาคม 2569 และกรอบกำกับด้านไฟฟ้า น้ำ ผังเมือง และสิ่งแวดล้อม
- รัฐบาลไทย – กรอบคัดกรอง Data Center 4 มิติ — ประโยชน์ต่อประเทศ พลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม
- STT GDC Thailand – Data Center ในกรุงเทพฯ — ตำแหน่งและกำลัง IT Load ของ STT Bangkok 1, 2 และ 3
- STT GDC – STT Bangkok 3 ที่ One Bangkok — ข้อมูล Data Center บนถนนวิทยุ กำลัง 2 MW
- Thai PBS — Data Center ผุดกลางเมือง จากพระราม 9 ถึงรามคำแหง 28 กับช่องโหว่กฎหมาย ใครกำกับดูแล ?
- กทม. — ข้อมูลการอนุญาตก่อสร้าง Data Center พระราม 9 / ประชาชาติธุรกิจ
- ช่องโหว่ความกังวล เมื่อ Data Center ไม่ต้องทำรายงาน EIA ? / Thai PBS







