
ตลท. เดินเกม “3 ขบวน” ยกเครื่อง บจ. เปิด 4C เตือนภัย-บังคับเปิดความเสี่ยง-คุมเข้มระบบตรวจสอบภายใน
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าปรับเกมกำกับบริษัทจดทะเบียนครั้งใหญ่ ชูเป้าหมายเพิ่มข้อมูลให้ผู้ลงทุน มองเห็นความเสี่ยงเร็วขึ้น พร้อมผลักดันให้ บจ. รับผิดชอบการเปิดเผยข้อมูลและการควบคุมภายในของตัวเอง ผ่านแผน “3 ขบวน” ตั้งแต่ระบบเตือนภัย 4C การรายงานความเสี่ยงทันที ไปจนถึงการยกระดับคุณสมบัติหัวหน้างานตรวจสอบภายใน ขณะเกณฑ์ใหม่ลุ้น ก.ล.ต. เคาะชัด ก.ย.-ต.ค.นี้
KEY
POINTS
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าปรับเกมกำกับบริษัทจดทะเบียนครั้งใหญ่ ชูเป้าหมายเพิ่มข้อมูลให้ผู้ลงทุน มองเห็นความเสี่ยงเร็วขึ้น
- พร้อมผลักดันให้ บจ. รับผิดชอบการเปิดเผยข้อมูลและการควบคุมภายในของตัวเอง ผ่านแผน “3 ขบวน” ตั้งแต่ระบบเตือนภัย 4C
- การรายงานความเสี่ยงทันที จนถึงการยกระดับคุณสมบัติหัวหน้างานตรวจสอบภายใน ขณะเกณฑ์ใหม่ลุ้น ก.ล.ต. เคาะชัด ก.ย.-ต.ค.นี้
ในงานอบรมหัวข้อ รู้เท่าทันโลกการลงทุนปี 2569 ภายใต้โครงการอบรมความรู้เกี่ยวกับตลาดทุนไทยสำหหรับสื่อมวลชนปี 2569 "คุณด้วง - ดวงรัตน์ สมุทวณิช" ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานกำกับ บริษัทจดทะเบียนและตราสารอื่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ บอกเล่าถึงการปรับปรุงเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
โดยเป้าประสงค์หลักในการดำเนินงานมี 3 ประการ สิ่งแรกคือเพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ ต่อมาคือการสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลไกการกำกับดูแลภายในของบริษัทจดทะเบียนเอง เช่น ผู้ตรวจสอบภายในคณะกรรมการและคณะกรรมการตรวจสอบ ก่อนที่จะส่งต่อการควบคุมไปยังหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) หรือผู้สอบบัญชี (Auditor)
ท้ายที่สุดคือการผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนมีความรับผิดชอบในการเปิดเผยข้อมูลของตนเองและปฏิบัติตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัด แทนการรอให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ คอยติดตามฝ่ายเดียว เนื่องจากตัวบริษัทเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลดีที่สุด ผ่านแผนงานแบ่งออกเป็น 3 ขบวน
ขบวนที่ 1 จัดกลุ่มเตือนภัย "4C" ชี้เป้า บจ. เสี่ยงพ่วงปรับเกณฑ์ถามข่าวเกาะติดสถานการณ์
ในการเตือนภัยผู้ลงทุน ตลท. ได้ปรับเกณฑ์การขึ้นเครื่องหมาย C (Caution) โดยจำแนกมิติความเสี่ยงออกเป็น 4 กลุ่มหลัก (4C) เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพความเสียหายที่ชัดเจน ได้แก่
- CB (Business) ปัญหาด้านฐานะการเงินและธุรกิจ เช่น ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) ต่ำกว่า 50% หรือขาดทุนต่อเนื่องจนกินทุน
- CS (Financial Statements) ปัญหาเกี่ยวกับงบการเงิน เช่น ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็น หรือ ก.ล.ต. สั่งแก้ไขงบการเงิน
- CC (Non-Compliance) ปัญหาด้านการกำกับดูแล เช่น คณะกรรมการตรวจสอบ (AC) ไม่ครบถ้วน
- CF (Free Float) ปัญหาสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่เป็นไปตามเกณฑ์
ปัจจุบันมี บจ. ที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย C สะสมอยู่ที่ 73 บริษัท โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดคือกลุ่ม CB ที่มีปัญหาฐานะการเงิน. นอกเหนือจากการบังคับให้ซื้อขายด้วยบัญชี Cash Balance แล้ว บจ. เหล่านี้ยังต้องจัดประชุมนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ (Public Presentation) เพื่อชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหา
นอกจากนี้ ตลท. ยังปรับกระบวนการถามข่าวใหม่ โดยจะประกาศให้สาธารณชนรับทราบทันทีตั้งแต่วันที่ส่งคำถามไปยังบริษัท เพื่อให้นักลงทุนสามารถเกาะติดประเด็นสงสัยไปพร้อมกัน แทนการรอ บจ. ตอบกลับอย่างในอดีต
ขบวนที่ 2 มาตรการส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569
มาตรการในขบวนที่สองนี้มุ่งเน้นการปิดช่องโหว่และแก้จุดเจ็บปวด (Pain Point) ของผู้ลงทุน โดยมีผลบังคับใช้จริงแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา ประกอบด้วย
1. ปิดสมุดอัปเดตรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทุกสิ้นเดือน เมื่อพบการทำรายการซื้อขายหุ้นผ่านเกณฑ์ 5% หรือมีการทำ Tender Offer เพื่อให้นักลงทุนเห็นโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เป็นปัจจุบันที่สุด
2. บังคับรายงาน 4 ความเสี่ยงสำคัญพ่วงงบการเงินทันที บจ. ที่มีรายการความเสี่ยงสูงที่มีนัยสำคัญ เช่น การด้อยค่าของสินทรัพย์, หนี้สูญล้นพ้นตัว, การวางมัดจำแล้วยกเลิกสัญญา, หรือระบบควบคุมภายในมีจุดบกพร่องรุนแรง จะต้องจัดทำรายงานชี้แจงสาเหตุและมาตรการป้องกันส่งพร้อมงบการเงินทันที โดยนักลงทุนสามารถค้นหาข้อมูลเหล่านี้ได้ด้วยคำค้นหา "ความเสี่ยง" บนระบบข่าวของ ตลท.
3. นับเวลาปรับปรุงฐานะเงินตั้งแต่วันเกิดเหตุจริงเพื่อป้องกัน บจ. จงใจแจ้งข่าวล่าช้าเพื่อดึงเวลายืดมาตรการควบคุม ทั้งนี้ ตลท. จะยังคงขึ้นเครื่องหมาย CC ไว้อย่างน้อย 1 เดือนก่อนจะถูกขึ้นเครื่องหมาย SP เพื่อให้เวลาผู้ลงทุนทำรายการ
ขบวนที่ 3 ยาแรงปรับปรุงโครงสร้างภายใน คุมเข้มคุณสมบัติหัวหน้างานตรวจสอบ (IA)
สำหรับขบวนที่สามซึ่งเพิ่งสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เป็นการเน้นการยกระดับกลไกควบคุมภายใน บจ. โดยเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้เกณฑ์กับกรรมการอิสระ (ID) และบอร์ดตรวจสอบ (AC)
ประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมสูงที่สุดคือ การกำหนดคุณสมบัติหัวหน้างานตรวจสอบภายใน (IA) ซึ่งระบุว่าต้องได้รับวุฒิบัตรควบคุมภายในที่ ก.ล.ต. รับรอง และมีประสบการณ์ในสายงาน. ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ "แย่งตัวบุคลากร" จนสร้างภาระต้นทุนแก่ บจ. ตลท. จึงผ่อนปรนเกณฑ์ด้านประสบการณ์ให้แก่หัวหน้า IA คนเดิมที่ทำหน้าที่อยู่แล้ว
หากแต่ บจ. ใดยังขาดคุณสมบัติจะต้องเปิดเผยแผนการพัฒนาบุคลากรและกรอบเวลารายงานลงใน One Report
เกณฑ์คุณสมบัติ IA นี้กำหนด ทยอยบังคับใช้กับบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนใหม่ (IPO) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2571 และสำหรับ บจ. ปัจจุบันตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2572
นอกจากนี้ ตลท. จะกำหนดให้ บจ. ทำ "แบบประเมินการดำรงคุณสมบัติประจำปี" หรือใบตรวจสุขภาพบริษัท โดยต้องผ่านการลงนามรับรองร่วมกันโดยคณะกรรมการ (บอร์ด) ของบริษัททุกคน เพื่อย้ำเตือนให้ตระหนักถึงหน้าที่ของตน
ลุ้น ก.ล.ต. อนุมัติเกณฑ์ ก.ย.-ต.ค.นี้
ขณะที่ "ปวีณา ศรีโพธิ์ทอง" รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกำกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยความคืบหน้าเกณฑ์และมาตรการกำกับดูแลทั้งหมดว่าได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสำนักงาน ก.ล.ต. คาดว่าจะมีความชัดเจนในเดือนกันยายน หรือ ตุลาคม 2569
สำหรับการทบทวนมาตรการอื่นๆ เช่น เกณฑ์ช็อตเซล (Short Sell) ตลท. กำลังนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาทบทวนร่วมกันภายใต้ 3 มิติหลัก คือ ความเป็นสากล ผลกระทบ และผลลัพธ์ของมาตรการว่าได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ โดยในปัจจุบันยังไม่มีการยกเลิกมาตรการแต่อย่างใด
เมื่อถามว่า ภายหลังการเปลี่ยนวิธีเตือนภัยโบรกเกอร์ส่งผลอย่างไร ?
จากสถิติพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ "ปวีณา" มองว่าปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์การส่งสัญญาณเตือนภัยของ ตลท.
โดยหากตรวจพบพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยง ตลท. จะทำการส่งข้อมูลแจ้งไปยังทุกบริษัทหลักทรัพย์ฯพร้อมกันทันที เพื่อให้ทุกแห่งรับทราบและช่วยกันสกัดกั้นตามมาตรฐานแนวทางปฏิบัติร่วมกันของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO).







