posttoday
งบลงทุน Data Center ทั่วโลกทะลุ 31.6 ล้านล้านดอลล์ ทุบทุกสถิติประวัติศาสตร์

งบลงทุน Data Center ทั่วโลกทะลุ 31.6 ล้านล้านดอลล์ ทุบทุกสถิติประวัติศาสตร์

02 กันยายน 2569

ทุบทุกสถิติประวัติศาสตร์! ยุคทอง AI ดันเม็ดเงินลงทุน Data Center โลกจ่อทะลุ 31.6 ล้านล้านดอลล์ สูงกว่า GDP สหรัฐฯ

KEY

POINTS

  • เงินลงทุนใน Data Center ทั่วโลกอาจพุ่งสูงถึง 31.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2050 จากกระแสความตื่นตัวด้าน AI ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่า GDP ทั้งสหรัฐฯ
  • เม็ดเงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการอัปเกรดฮาร์ดแวร์และชิปประมวลผลที่ต้องเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 4-6 ปี ทำให้เม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนต่อเนื่องแบบไม่มีจุดจบ

 

รายงาน Global Data Center Outlook ฉบับแรกจาก PwC ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันพุธ (2 ก.ย.) ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งการลงทุน โดยคาดว่าเม็ดเงินลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลกจะพุ่งสูงถึง 31.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2050

 

มูลค่ามหาศาลระดับนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน และทิ้งห่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับพลิกโลกในอดีตไปอย่างขาดลอย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทางรถไฟ โครงข่ายไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอินเทอร์เน็ต 

 

ยิ่งไปกว่านั้น PwC ยังประเมินว่า หากทั่วโลกนำ AI มาใช้งานเร็วกว่าการคาดการณ์ขั้นพื้นฐาน ยอดการลงทุนอาจทะยานทะลุ 50 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 25 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าจีดีพี (GDP) ของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราว 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเสียอีก

 

ทุกวันนี้ ทั้งผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ต่างดึง AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นนี้จึงเป็นตัวเร่งให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น Microsoft และ Amazon รวมไปถึงผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลรายอื่น ๆ ต้องเร่งเดินหน้าสร้างศูนย์ประมวลผลแห่งใหม่ทั่วโลกเพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต

 

งบลงทุน Data Center ทั่วโลกทะลุ 31.6 ล้านล้านดอลล์ ทุบทุกสถิติประวัติศาสตร์

 

เม็ดเงินลงทุนมหาศาลนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้หมดไปกับค่าที่ดินหรืองานก่อสร้าง แต่ถูกเทไปที่ 'หัวใจสำคัญ' ที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในศูนย์ข้อมูล นั่นคืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะจากผู้นำตลาดชิป AI ระดับโลกอย่าง Nvidia

 

รายงานชี้ให้เห็นว่า การลงทุนใน Data Center แตกต่างจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอดีต (เช่น การผลิตชิปหน่วยความจำรุ่นเก่า หรือการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์) ที่มักจะเป็นการลงทุนก้อนใหญ่แบบจ่ายครั้งเดียวจบ (Front-loaded) แต่สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI เม็ดเงินส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับการอัปเกรดชิปประมวลผลอย่างต่อเนื่องเมื่อถึงรอบอายุการใช้งาน

 

ทีมนักวิจัยของ PwC ระบุในรายงานว่า "การสร้างทางรถไฟ เครือข่ายไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต ล้วนต้องใช้เงินทุนมหาศาลและเป็นตัวกำหนดทิศทางของยุคสมัย แต่เมื่อเทียบกับวัฏจักรโครงสร้างพื้นฐาน AI ในขณะนี้ ถือว่าทิ้งห่างทั้งสามโครงการในอดีตอย่างไม่เห็นฝุ่น เพราะวัฏจักรของ AI จะต้องมีการรีเซตและอัปเกรดใหม่ทุกๆ 4 ถึง 6 ปี และยังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุดลง"

 

กระแสต่อต้านและข้อจำกัดด้านพลังงาน

 

แม้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า 'แรงต้าน' จากชุมชนท้องถิ่น อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ชะลอการขยายตัว

 

ข้อมูลจากกลุ่มวิจัย Data Center Watch ระบุว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 โครงการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล อย่างน้อย 75 แห่ง มูลค่ารวมกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ต้องหยุดชะงักหรือล่าช้าออกไป

 

สาเหตุหลักมาจากการออกมาประท้วงของคนในพื้นที่ เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การแย่งชิงทรัพยากร ไปจนถึงประเด็นทางสังคมอย่างความหวาดกลัวว่า AI จะเข้ามาแย่งงาน

 

อีกหนึ่งปัจจัยชี้เป็นชี้ตายคือ 'ความมั่นคงทางพลังงาน' PwC เน้นย้ำว่า ทิศทางการลงทุนทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถจัดหาพลังงานไฟฟ้าที่เสถียรเพื่อป้อนให้กับศูนย์ข้อมูลได้เร็วแค่ไหน

 

ปัจจุบันโจทย์หินที่สุดของหลายประเทศ คือการจัดหาแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าปริมาณมหาศาลที่มีราคาเหมาะสม จ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง และต้องเป็นพลังงานสะอาดที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ

 

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ แม้รายงานจะประเมินสถานการณ์บนสมมติฐานที่ว่า ระบบการค้าโลกยังคงเปิดกว้างและสามารถขนส่งชิปข้ามพรมแดนได้อย่างเสรี

 

แต่หากห่วงโซ่อุปทานของเซมิคอนดักเตอร์เกิดสะดุดขึ้นมาเมื่อใด ก็อาจส่งผลกระทบให้เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกหดตัวลงเกือบ 20%

 

งบลงทุน Data Center ทั่วโลกทะลุ 31.6 ล้านล้านดอลล์ ทุบทุกสถิติประวัติศาสตร์

 

สหรัฐฯ ครองแชมป์ดึงเงินลงทุน เอเชียแปซิฟิกตามติด

 

หากพิจารณาจากเม็ดเงินลงทุน คาดว่าสหรัฐอเมริกาจะดึงดูดเงินลงทุนไปได้เกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 15.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (8.2 ล้านล้านดอลลาร์) ยุโรป (5.6 ล้านล้านดอลลาร์) ตะวันออกกลาง (1.1 ล้านล้านดอลลาร์) และแอฟริกา (2.55 แสนล้านดอลลาร์)

 

ขณะเดียวกัน PwC ประเมินทิศทางรายปีว่า เม็ดเงินลงทุนในศูนย์ข้อมูล ทั่วโลกจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยขยับจากราว 8 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2026 ขึ้นไปแตะ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 และพุ่งสูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2050

 

โดยมีจีนและอินเดียเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการกระตุ้นความต้องการใหม่ ๆ เนื่องจากมีจุดแข็งทั้งด้านประชากรมหาศาล เศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด รวมถึงยังมีศักยภาพที่จะต่อยอดนำ AI มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจและชีวิตประจำวันได้อีกมาก

 

ทีมนักวิจัยทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า โจทย์สำคัญของเม็ดเงิน 31.6 ล้านล้านดอลลาร์ก้อนนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีเงินลงทุนหรือไม่ เพราะเรามีพร้อม และไม่ได้อยู่ที่ว่าความต้องการเหล่านี้มีอยู่จริงไหม เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว

 

แต่คำถามที่แท้จริงคือ ภูมิภาคไหน ผู้ให้บริการรายใด และองค์กรใดต่างหาก ที่มีความพร้อมและสามารถก้าวขึ้นมาคว้าโอกาสทองนี้ไว้ได้ และใครจะเป็นผู้พลาดโอกาสนี้ไป

 

ข่าวล่าสุด

ศาลรัฐธรรมนูญชี้ กฎหมายมาตรการลงโทษทางแพ่งคดีหุ้น ไม่ขัดรัฐธรรมนูญแล้ว

ศาลรัฐธรรมนูญชี้ กฎหมายมาตรการลงโทษทางแพ่งคดีหุ้น ไม่ขัดรัฐธรรมนูญแล้ว