
ศาลปกครองสูงสุด สั่ง กลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น ให้รับคำฟ้อง “หมอสรณ”
ศาลปกครองสูงสุด สั่ง กลับคำสั่ง ศาลปกครองชั้นต้น ให้รับคำฟ้อง “หมอสรณ” ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา ปมขาดคุณสมบัติ กสทช.
ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่ง ลงวันที่ 31 ส.ค.2569 กลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น หรือศาลปกครองกลาง ที่ไม่รับคำฟ้องของนายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไว้พิจารณา เป็นให้รับคำฟ้องคดีที่นายสรณ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ไว้พิจารณา พร้อมดำเนินการในส่วนคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาต่อไป
สาระสำคัญของคำสั่งครั้งนี้อยู่ที่ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.2569 มีผลกระทบโดยตรงต่อสถานะ สิทธิและหน้าที่ของนายสรณ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่สามารถนำมาฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้ นายสรณจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
อย่างไรก็ตาม คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดในครั้งนี้เป็นการวินิจฉัยเรื่องการรับคำฟ้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา ยังไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และไม่ได้เป็นคำวินิจฉัยถึงที่สุดว่านายสรณมีหรือไม่มีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย โดยประเด็นดังกล่าวยังต้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้นต่อไป
สำหรับที่มาของคดี นายสรณเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหาให้เป็นกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ก่อนที่วุฒิสภาจะมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2564 และได้รับเลือกให้เป็นประธานกรรมการ กสทช. ต่อมาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.2565
ต่อมาคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค.2569 พิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของนายสรณ โดยพิจารณาจากกรณีที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่ง และเห็นว่าเข้าลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย รวมทั้งถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.
นายสรณไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยเห็นว่าคณะกรรมการสรรหาไม่มีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามภายหลังผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาและมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว รวมทั้งโต้แย้งกระบวนการพิจารณา ก่อนนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวและยื่นคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา
ก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่า เมื่อมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายสรณเป็นประธานกรรมการ กสทช. แล้ว การพ้นจากตำแหน่งตามกรณีที่กฎหมายกำหนดจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นว่าในขณะนั้นยังไม่อาจถือว่านายสรณได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของคณะกรรมการสรรหา และไม่มีสิทธิฟ้องคดีในชั้นดังกล่าว
แต่ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์ต่างออกไป โดยเห็นว่าคณะกรรมการสรรหาเป็นคณะกรรมการที่กฎหมายให้อำนาจออกคำสั่งหรือมีมติที่มีผลกระทบต่อบุคคล จึงอยู่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเมื่อคำวินิจฉัยที่ 1/2569 วินิจฉัยว่านายสรณมีลักษณะต้องห้าม ย่อมก่อผลทางกฎหมายต่อสถานะของนายสรณในตำแหน่งกรรมการและประธาน กสทช. โดยตรง
ศาลปกครองสูงสุดยังพิจารณาว่า ผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้นายสรณไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ และกระทบต่อสถานะ สิทธิหรือหน้าที่ของนายสรณ คำวินิจฉัยจึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง นายสรณถือเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และการแก้ไขความเดือดร้อนดังกล่าวสามารถขอให้ศาลมีคำบังคับเพิกถอนคำวินิจฉัยได้ จึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
ในส่วนระยะเวลาฟ้องคดี ศาลพบว่านายสรณได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2569 ก่อนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 ส.ค.2569 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนด 90 วันตามกฎหมาย โดยศาลคำนวณว่ากำหนดสิ้นสุดในวันที่ 20 ต.ค.2569 การยื่นฟ้องจึงอยู่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่เห็นพ้องกับคำสั่งเดิมของศาลปกครองกลาง และมีคำสั่งกลับเป็นให้รับคำฟ้องของนายสรณไว้พิจารณา พร้อมให้ดำเนินการเกี่ยวกับคำขอมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาต่อไป ทำให้คดีเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้นต่อไป
อ่านคำพิพากษา อ่านรายละเอียดฉบับเต็ม







