
ชัชชาติเบรกดาต้าเซ็นเตอร์พระราม9 จี้ปรับกฎหมายคุมความปลอดภัย
ชัชชาติเคลียร์ข้อกังวลดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง สั่งระงับโครงการใกล้รพ.พระราม 9 ชี้เร่งรัฐปรับกฎหมายควบคุม และวางมาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัยให้ก้าวทันเทคโนโลยี
KEY
POINTS
- ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งระงับการออกใบอนุญาตเพิ่มเติมให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 เนื่องจากความกังวลของประชาชนด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการกักเก็บน้ำมันดีเซลปริมาณมาก
- ชี้ปัญหาหลักเกิดจากกฎหมายควบคุมที่ล้าหลัง ไม่มีนิยามของ "ดาต้าเซ็นเตอร์" ทำให้ผู้ประกอบการเลี่ยงไปขออนุญาตเป็น "คลังสินค้า" เพื่อหลีกเลี่ยงกฎระเบียบที่เข้มงวด
- กทม. เตรียมเสนอข้อมูลต่อรัฐบาลเพื่อเร่งสังคายนากฎหมาย กำหนดนิยามและมาตรฐานกลางของดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งด้านความปลอดภัย การโซนนิ่ง และขนาดกำลังไฟฟ้า
ชัชชาติเคลียร์ปมคนกรุงกังวล "ดาต้าเซ็นเตอร์ผุดกลางเมือง" ยอมรับกฎหมายล้าหลังเร่งสังคายนารับมือเทคโนโลยีกรุงเทพมหานคร
จากกรณีข้อกังวลของประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฝ่ายค้าน เกี่ยวกับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ "ดาต้าเซ็นเตอร์" (Data Center) ท่ามกลางชุมชนหนาแน่นใจกลางกรุงเทพมหานคร
โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลพระราม 9 (หรือพื้นที่พระรามเกล้า) ซึ่งมีการตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในการกักเก็บน้ำมันดีเซลสำรองปริมาณมหาศาล และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
ล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกับผู้บริหารการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การประปานครหลวง (กปน.) และกระทรวงพลังงาน แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความไว้ใจให้กับประชาชน
ผู้ว่าชัชชาติ ยืนยันว่า กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้สั่งระงับการออกใบอนุญาตเพิ่มเติมให้กับโครงการบริเวณใกล้ รพ.พระราม 9 ไปแล้วตั้งแต่ช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อน และจะดำเนินการประเมินทบทวนใหม่อย่างละเอียดก่อนอนุญาตใด ๆ
เปิดพิกัดดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ: ตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง?
จากการตรวจสอบของ กทม. พบว่าในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดประมาณ 30-40 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นเก่าที่ให้บริการระบบคลาวด์ภายในองค์กรของตนเอง จึงขออนุญาตรวมในอาคารทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 ปีหลัง เทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปจนเกิด ดาต้าเซ็นเตอร์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ (Commercial Data Center) ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้บริการลูกค้าภายนอกเป็นการเฉพาะ
โดยมีผู้มายื่นขออนุญาตแยกต่างหากจาก กทม. ทั้งสิ้น 6 แห่ง ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว 3 แห่ง (ปี 2565-2566) ส่วนอีก 3 แห่งที่เหลือถูกสั่งให้ชะลอการก่อสร้างเพื่อกลับไปทบทวนมาตรฐานแล้ว
ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบแผนที่ Data Center Map ระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีดาต้าเซ็นเตอร์กระจายตัวอยู่ตามย่านเศรษฐกิจและถนนสายสำคัญอย่างน้อย 49 แห่ง อาทิ
- ถนนรามคำแหง เขตบางกะปิ
(ซึ่งเป็นจุดที่ สส. ฝ่ายค้านระบุว่ามีการกักเก็บน้ำมัน และเลขาฯ รมว. พลังงาน ยืนยันว่าหากตรวจพบการเก็บเกินกว่า 2 แสนลิตรที่ได้รับอนุญาตจะดำเนินคดีทันที)
- ถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง
- ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก และ ถนนสีลม / ถนนสาธร เขตยานนาวาและสาทร
- ถนนวิทยุ เขตปทุมวัน
- ถนนกำแพงเพชร 6 เขตจตุจักร
- ถนนบางนา-ตราด เขตบางนา
ความกังวลของผู้ว่าฯ ชัชชาติ: เมื่อข้อกฎหมายตามไม่ทันเทคโนโลยี
นายชัชชาติเปิดเผยในเชิงอธิบายว่า ตนเองมีความกังวลต่อผลกระทบเชิงระบบเช่นกัน โดยประเด็นหลักคือ "กฎหมายควบคุมยังล้าหลังและมีช่องโหว่"
เนื่องจากที่ผ่านมาในกฎหมายไทยไม่มีการนิยามคำว่า "ดาต้าเซ็นเตอร์" มาก่อน ส่งผลให้ผู้ประกอบการเลี่ยงไปยื่นขออนุญาตก่อสร้างภายใต้รูปแบบของ "คลังสินค้า"
ซึ่งตามกฎหมายผังเมืองสามารถสร้างได้เกือบทุกโซนโดยไม่ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือขออนุญาตจัดตั้งโรงงานอุตสาหกรรม
ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ไปตั้งติดกับโรงพยาบาลหรือชุมชนอย่างสะเปะสะปะ
นอกจากนี้ยังมีประเด็น "การสะสมน้ำมันดีเซลสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉิน" ซึ่งตามเกณฑ์ของกรมธุรกิจพลังงานระบุว่า
ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถสำรองน้ำมันใช้เองได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร หากเกินกว่านี้จะถือเป็น "คลังน้ำมัน" ซึ่งผิดกฎหมายผังเมืองเมืองหลวงทันที
ขณะเดียวกัน ประชาชนบางส่วนเริ่มได้รับผลกระทบจาก "เหตุเดือดร้อนรำคาญ" เช่น เสียงดังจากการทดสอบเครื่องปั่นไฟในช่วงเวลากลางคืน
ซึ่งนายชัชชาติย้ำว่า กทม. จะใช้กฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายว่าด้วยเหตุเดือดร้อนรำคาญที่มีอยู่แล้วเข้ากำกับดูแลระดับเสียง (เดซิเบล) และกลิ่นอย่างเข้มงวดควบคู่กันไปด้วย
เร่งประสานรัฐบาลสังคายนากฎหมายรับโลกอนาคต
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ถือเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลเริ่มขยับตัวด้วยการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อนิยาม "ดาต้าเซ็นเตอร์"
โดยในวันที่ 4 กันยายนนี้ ทางบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ระดับประเทศจะจัดการประชุมร่วมกัน
ซึ่ง กทม. เตรียมเสนอข้อมูลเพื่อขอความชัดเจนเรื่องมาตรฐานกลางของประเทศ เช่น การจำกัดขนาดกำลังไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ (เช่น 20 เมกะวัตต์)
รวมถึงมาตรฐานการโซนนิ่งและมาตรฐานความปลอดภัยระดับประเทศ
"เราเห็นปัญหาก็ต้องรีบแก้ ยอมรับว่ากฎหมายยังมีช่องโหว่อยู่ ก็เป็นเวลาที่ดีที่จะมองไปอนาคตและปรับมาตรฐานให้ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทโลกและปลอดภัยต่อประชาชนมากที่สุด" นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้าย







