
"วกส.7" เปิด 8 คำตอบพลิกเกมเกษตรไทย จาก “ขยะ–พลาสมา” สู่เกษตร 6.0
82 ผู้นำ "วกส.7" ผนึกกำลังเสนอ 8 งานวิจัยเชิงนโยบาย แก้ปัญหาโครงสร้างเกษตรไทย ตั้งแต่ข้าวคาร์บอนต่ำ น้ำพลาสมา Food Security ถึง Zero Waste
KEY
POINTS
- หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 นำเสนอ 8 โครงการวิจัยเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและพลิกโฉมภาคเกษตรไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปปฏิบัติได้จริง
- ชูแนวคิดนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การเปลี่ยนขยะและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เป็นรายได้ (Zero Waste, ตลาด Biochar) และการใช้เทคโนโลยีใหม่ "น้ำพลาสมา" เพื่อเพิ่มผลผลิต
- วางรากฐานสู่อนาคตด้วยแนวคิด "เกษตร 6.0" ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ
วกส.7 ปั้น 8 ข้อเสนอเขย่าโครงสร้างเกษตรไทย ตั้งแต่ข้าวคาร์บอนต่ำ–พลาสมา–Food Security ถึง Zero Waste
หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 ปิดหลักสูตรอย่างเข้มข้นกับจำนวนผู้จบหลักสูตร 82 คน พร้อมนำเสนอ 8 โครงการวิจัยเชิงนโยบาย หวังเปลี่ยนโจทย์ใหญ่ของภาคเกษตรไทยให้เป็นแนวทางที่นำไปใช้ได้จริง
หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) รุ่นที่ 7 เดินทางมาถึงบทสรุปของการอบรมด้วยการเปิดเวทีให้นักบริหารและผู้นำจากหลากหลายภาคส่วนร่วมกันนำเสนอ “โครงการวิจัยเชิงนโยบาย” ที่มุ่งแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย
โดยผู้จบหลักสูตรฯ จำนวน 82 คน แบ่งการทำงานออกเป็น 8 กลุ่ม ก่อนนำเสนอแนวคิดที่ครอบคลุมตั้งแต่การลดคาร์บอนในภาคเกษตร นวัตกรรมน้ำพลาสมา เกษตรดิจิทัล ความมั่นคงทางอาหาร การจัดการขยะเกษตร ตลาด Biochar ไปจนถึงการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการสร้างเครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทาน
พิธีปิดหลักสูตรจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยมี นายชวลิต ชูขจร ประธานกรรมการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน), ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) และ คุณกฤษ อุตตมะเวทิน ประธานรุ่น วกส. 7 ร่วมในพิธี
ขณะที่กำหนดการยังระบุถึงการรายงานผลการดำเนินงานโดย ดร.ทวีศักดิ์ รณเดชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร และการมอบประกาศนียบัตรโดย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงการมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรโดย พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี
“วกส.7” จากห้องเรียน สู่โจทย์วิจัยที่ต้องใช้ได้จริง
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) กล่าวว่า ความสำเร็จประการแรกของ วกส. รุ่นที่ 7 คือจำนวนผู้เข้าร่วมอบรมที่เป็นไปตามเป้าหมาย จากที่วางไว้ประมาณ 80 คน แต่มีผู้เข้าร่วมและสำเร็จหลักสูตรถึง 82 คน
ขณะเดียวกันสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าจำนวนผู้เข้าอบรม คือผลงานที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร โดยได้แสดงความเห็นว่า ผลงานในรุ่นนี้มีศักยภาพต่อยอดกว่า 50%
“ผลงานของแต่ละกลุ่มที่นำเสนอในวันนี้ ล้วนเป็นผลงานที่มีเชิงประจักษ์และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” ดร.ทองเปลวกล่าว
และยังมองว่า อีกจุดแข็งของ วกส.7 คือการออกแบบเนื้อหาหลักสูตรและการคัดเลือกวิทยากร ซึ่งมาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์ในระดับประเทศ
ทำให้ผู้เข้าอบรมไม่ได้เรียนรู้เฉพาะองค์ความรู้เชิงทฤษฎี แต่ได้เห็นโจทย์จริงของภาคเกษตร รวมถึงแนวทางบริหารจัดการและการแก้ปัญหาจากผู้ปฏิบัติงานจริง
สำหรับผลลัพธ์ที่น่าสนใจที่สุด คือการนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย
“หากเปรียบเทียบกับงานวิจัยรุ่นอื่น ๆ สำหรับงานวิจัยในรุ่นนี้ ผมมั่นใจว่ามีมากกว่า 50% ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” ดร.ทองเปลวกล่าว
และยังยกให้โครงการเกี่ยวกับ นวัตกรรมน้ำพลาสมา เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ตนเองสนใจเป็นพิเศษ ขณะที่อีกหลายโครงการสะท้อนการมองไปข้างหน้าของภาคเกษตร โดยเฉพาะแนวคิด Agriculture 6.0 ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีบริหารจัดการภาคการเกษตร
“ทั้ง 8 เรื่องที่นำเสนอดีมากจนคะแนนสูสีกัน และทำให้ตัดสินใจเลือกยากมาก” ดร.ทองเปลวกล่าว พร้อมย้ำว่าขั้นตอนสำคัญหลังจากนี้คือการพิจารณาว่าโครงการใดควรได้รับการผลักดันไปใช้ประโยชน์จริง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
8 โครงการ 8 มุมมอง เปลี่ยนโจทย์เกษตรไทย
จุดเด่นของ วกส.7 จึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างเครือข่ายผู้นำด้านการเกษตร แต่ยังอยู่ที่การนำปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในภาคเกษตรมาผ่านกระบวนการคิดเชิงนโยบาย ก่อนออกมาเป็น 8 โครงการที่มีเป้าหมายแตกต่างกัน
แต่เชื่อมโยงอยู่บนโจทย์เดียวกัน คือ ทำอย่างไรให้ภาคเกษตรไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ลดต้นทุน รับมือการเปลี่ยนแปลง และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
1. กลุ่มพญาหงส์ — ข้าวคาร์บอนต่ำ เปลี่ยนการลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นโอกาส
กลุ่มพญาหงส์หยิบประเด็น การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ ขึ้นมาเป็นโจทย์วิจัยเชิงนโยบาย โดยมองว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคเกษตรไม่ควรเป็นเพียงภาระของเกษตรกร แต่ควรพัฒนาให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและตลาดในอนาคต
แนวคิดดังกล่าวสอดรับกับทิศทางการเกษตรโลกที่กำลังให้ความสำคัญกับการผลิตอาหารที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ และเปิดทางให้สินค้าเกษตรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากกระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยคาร์บอน
2. กลุ่มนาคราช — “น้ำพลาสมา” เทคโนโลยีใหม่ที่หวังเพิ่มรายได้เกษตรกร
อีกโครงการที่ได้รับความสนใจจาก ดร.ทองเปลว คือข้อเสนอของ กลุ่มนาคราช ที่นำเสนอนวัตกรรม น้ำพลาสมา หรือ Plasma-Activated Water (PAW) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถนำมาศึกษาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร
โจทย์สำคัญของกลุ่มไม่ได้หยุดอยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่ต้องการสร้าง Ecosystem รองรับการพัฒนา ตั้งแต่การวิจัย การผลิต การกำหนดต้นทุน ราคา ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ไปจนถึงความยั่งยืนและการเข้าถึงของเกษตรกร
หัวใจสำคัญคือการทำให้เทคโนโลยีที่ยังถือว่าใหม่สำหรับประเทศไทยสามารถก้าวจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริง และสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมองถึงการขยายผลในวงกว้างจากฐานเกษตรกรของประเทศ
3. กลุ่มพระพิรุณ — Agriculture 6.0 สร้างเกษตรกรที่ “รู้เท่าทันดิจิทัล”
กลุ่มพระพิรุณ มองไปไกลถึงภาพของ Agriculture 6.0 หรือเกษตรยุคใหม่ที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ข้อเสนอไม่ได้มองเทคโนโลยีเพียงในมิติของการนำเครื่องจักรหรือระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสามารถของเกษตรกรในการ รู้เท่าทันดิจิทัลทางการเกษตร สามารถใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อจัดการปัญหา ลดความสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับแนวคิดด้านความยั่งยืน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง Agriculture 6.0 ไม่ได้หมายถึงการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ แต่คือการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับปัญหาและบริบทของเกษตรกร
4. กลุ่มมังกร — Food Security Sandbox ต้นแบบความมั่นคงทางอาหาร
ในมิติของ ความมั่นคงทางอาหาร กลุ่มมังกรเสนอแนวคิด Food Security Sandbox เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบในการแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารผ่านความร่วมมือแบบ Triple Helix ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา
โครงการเตรียมเริ่มต้นในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีผู้มีส่วนร่วมประมาณ 3,000 คน ก่อนขยายแนวคิดไปยังเชียงใหม่
โจทย์สำคัญที่กลุ่มพบคือ ประเทศไทยมีข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารอยู่จำนวนมาก แต่ข้อมูลยังแยกส่วนและไม่สามารถสะท้อน “ภาพเดียวกัน” ของความพร้อมในแต่ละพื้นที่ได้ ขณะเดียวกันมาตรการจากส่วนกลางอาจไม่สอดคล้องกับปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่
ดังนั้น Sandbox จึงถูกเสนอให้เป็นพื้นที่ทดลองนโยบายและรูปแบบการจัดการที่สามารถออกแบบให้เหมาะกับบริบทของพื้นที่ ก่อนนำผลไปขยายในระดับประเทศ
5. กลุ่มสีหราช — Thailand Zero Waste Agriculture เปลี่ยน “ขยะเกษตร” เป็นรายได้
กลุ่มสีหราช เสนอแนวคิด Thailand Zero Waste Agriculture โดยตั้งโจทย์กับวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร ซึ่งมีปริมาณมหาศาลในแต่ละปี และมักถูกมองว่าเป็นภาระหรือขยะ
ข้อเสนอของกลุ่มคือการเปลี่ยนมุมมองจาก “ของเสีย” ไปเป็น “ทรัพยากร” โดยตั้งเป้านำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ประมาณ 70–80%
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ “Waste to Wonder” Platform ซึ่งจะนำ AI เข้ามาช่วยจัดการข้อมูลและเชื่อมโยงวัสดุเหลือใช้กับผู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ พร้อมเสนอให้จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบ Zero Waste Province
เป้าหมายที่สำคัญไม่แพ้เรื่องสิ่งแวดล้อมคือการสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร เพราะวัสดุที่เคยถูกทิ้งหรือเผาอาจกลายเป็นสินค้าที่สามารถซื้อขายได้
6. กลุ่มวายุภักษ์ — Biochar Marketplace เชื่อม “วัสดุเหลือใช้” สู่ตลาดคาร์บอน
กลุ่มวายุภักษ์ เสนอ Thailand Biochar Marketplace Framework โดยมอง Biochar หรือถ่านชีวภาพเป็นหนึ่งในกลไกของการเกษตรสีเขียว และเชื่อมโยงเข้ากับตลาดคาร์บอน
ประเทศไทยมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมากกว่า 50 ล้านตัน ซึ่งหากไม่มีระบบจัดการที่ดี วัสดุเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากนำเข้าสู่กระบวนการผลิต Biochar ก็สามารถเปลี่ยนเป็นทรัพยากรที่สร้างมูลค่าได้
ข้อเสนอจึงเน้นการสร้าง “ตลาด” อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิต Biochar แต่ต้องสร้างกลไกเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ใช้ และตลาดคาร์บอนเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สามารถขยายตัวได้จริง
7. กลุ่มเอราวัณ — ยกระดับการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังด้วยบริการเชิงพาณิชย์
สำหรับ กลุ่มเอราวัณ โจทย์อยู่ที่การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง ผ่านแนวคิด “โมเดลการใช้บริการเชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังอย่างยั่งยืน”
สิ่งที่น่าสนใจคือการนำองค์ความรู้จากหลายศาสตร์มารวมอยู่ในกรอบเดียว ตั้งแต่ข้อมูลพื้นที่ ความต้องการของเกษตรกร เครื่องจักร การบริหารจัดการ ไปจนถึงระบบบริการเชิงพาณิชย์
เป้าหมายคือการรวบรวมความต้องการและข้อมูลจากพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังขนาดใหญ่ เพื่อนำมาสร้างเป็นโมเดลที่สามารถนำไปทดลองใช้จริง และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นได้
8. กลุ่มมัจฉานุ — เชื่อมเกษตรกรต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ สู่แพลตฟอร์มระดับชาติ
โครงการสุดท้ายจาก กลุ่มมัจฉานุ ให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกษตรกรต้องเผชิญตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ โดยเสนอการสร้างเครือข่ายเกษตรกรและใช้เครือข่าย วกส. เป็นกลไกเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้อง
แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีมองวัสดุเหลือจากฟาร์ม เพราะสิ่งที่เกษตรกรมองว่าเป็นของเหลือหรือ Waste อาจไม่ใช่ของเสียในมุมของอุตสาหกรรม แต่สามารถเป็น วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ ได้
จึงเกิดแนวคิดการ “ขยายผลความสำเร็จจาก 1 ฟาร์มนำร่อง สู่แพลตฟอร์มระดับชาติ” เพื่อสร้างระบบเชื่อมโยงข้อมูล ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และตลาดเข้าด้วยกัน
“งานวิจัยจะมีความหมาย เมื่อถูกนำไปใช้จริง”
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ มองว่าโจทย์สำคัญหลังจบหลักสูตรไม่ได้อยู่ที่การตัดสินว่าโครงการใดดีที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการคัดเลือกผลงานที่มีศักยภาพเพื่อนำไปต่อยอดให้เกิดผลจริง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของ วกส.7 ไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่ผ่านหลักสูตร หรือจำนวนโครงการที่นำเสนอ แต่จะถูกวัดจากคำถามว่า ข้อเสนอเหล่านี้สามารถออกจากห้องประชุม ไปทดลองในพื้นที่จริง และเปลี่ยนแปลงชีวิตหรือรายได้ของเกษตรกรได้มากน้อยเพียงใด
และนั่นคือความท้าทายบทต่อไปของทั้ง 82 คนจาก วกส.7 จาก “ผู้เรียน” สู่การเป็นเครือข่ายผู้นำที่ต้องช่วยกันผลักดันให้ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 8 เรื่องเดินหน้าจาก แนวคิด ไปสู่โครงการนำร่อง การขยายผล และนำไปสู่ปลายทางคือนโยบายระดับประเทศให้เกิดขึ้นได้จริง







