
“วัส” เปิด 3 ฉากทัศน์คดีฮั้ว สว. เตือนคำพิพากษาอาจย้อนมัด กกต.
วัส ติงสมิตร วิเคราะห์ข้อจำกัดศาลฎีกา ชี้เอาผิดได้เฉพาะผู้มีชื่อในคำร้อง พร้อมเตือน หากหลักฐานพบโกงเป็นขบวนการ อาจย้อนสู่คดีมาตรา 157 ของ กกต.
KEY
POINTS
- นายวัส ติงสมิตร เตือนว่าคำพิพากษาศาลฎีกาคดีฮั้วเลือก สว. อาจกลายเป็นหลักฐานย้อนกลับมาดำเนินคดีกับ กกต. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หากศาลพบว่าเป็นการทุจริตเป็นขบวนการ
- มีการประเมิน 3 ฉากทัศน์ที่ กกต. อาจตัดสินใจ คือ ส่งฟ้องยกกลุ่มใหญ่, ส่งฟ้องเฉพาะตัวการหลัก หรือยกคำร้องทั้งหมด ซึ่งแต่ละแนวทางมีความเสี่ยงทางกฎหมายต่อตัว กกต. แตกต่างกัน
- ศาลฎีกามีข้อจำกัดทางกฎหมาย สามารถพิจารณาคดีได้เฉพาะบุคคลที่มีชื่อในคำร้องของ กกต. เท่านั้น ไม่สามารถพิพากษาเกินคำร้องหรือนำบุคคลภายนอกเข้ามาในคดีได้
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก (คลิกอ่านต้นฉบับ) วิเคราะห์ข้อจำกัดทางกฎหมายในการพิจารณาคดีของศาลฎีกา พร้อมประเมิน 3 ฉากทัศน์การตัดสินใจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเตือนว่า หากศาลพบหลักฐานการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นขบวนการ คำพิพากษาอาจย้อนกลับมาเป็นหลักฐานตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
นายวัสอธิบายว่า ศาลฎีกาต้องพิจารณาคดีตามขอบเขตคำร้องของ กกต. และไม่สามารถพิพากษาเกินคำร้องได้ หาก กกต. ยกคำร้องหรือไม่ส่งรายชื่อผู้สมัครคนใดเข้าสู่การพิจารณา ศาลย่อมไม่มีอำนาจเพิกถอนสิทธิของบุคคลนั้นได้เอง
แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคสอง ให้อำนาจศาลสั่งไต่สวนและแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อค้นหาความจริง แต่หลักฐานดังกล่าวต้องใช้พิสูจน์ความผิดของบุคคลที่มีชื่ออยู่ในคำร้องเท่านั้น ศาลไม่สามารถนำบุคคลภายนอกคำร้องเข้ามาเป็นผู้ถูกร้องเพิ่มเติมได้
อย่างไรก็ตาม หาก กกต. เลือกส่งศาลเฉพาะบางรายหรือเฉพาะตัวการหลัก และยกคำร้องผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ แต่การไต่สวนของศาลกลับพบหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการทุจริตเชิงขบวนการ ศาลจะลงโทษได้เฉพาะผู้มีชื่อในคำร้อง แต่รายละเอียดและเหตุผลในคำพิพากษาอาจกลายเป็นหลักฐานทางการที่สะท้อนว่า กกต. เพิกเฉยต่อพยานหลักฐานสำคัญ
นายวัสเห็นว่า กรณีดังกล่าวอาจนำไปสู่การดำเนินคดีกับ กกต. ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงทำให้คำพิพากษามีลักษณะเป็น “ดาบสองคม” ต่อองค์กรผู้ยื่นคำร้องเอง
สำหรับแนวทางการตัดสินใจของ กกต. นายวัสประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ ดังนี้
ฉากทัศน์แรก กกต. ส่งคำร้องต่อศาลฎีกาแบบ “ยกกลุ่มใหญ่” ตามพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ โดยประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นระดับปานกลางถึงสูง แนวทางนี้จะช่วยลดแรงกระแทกทางสังคม และลดความเสี่ยงที่ กกต. จะถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ฉากทัศน์ที่ 2 กกต. ส่งเฉพาะรายหรือเฉพาะตัวการหลักที่มีพยานหลักฐานหนักแน่น โดยเฉพาะหลักฐานเส้นทางการเงิน พร้อมยกคำร้องผู้สมัครส่วนใหญ่ มีโอกาสเกิดขึ้นระดับปานกลาง และอาจช่วยไม่ให้โครงสร้างวุฒิสภาตกอยู่ในภาวะชะงักงัน
อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ 2 มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง หากศาลไต่สวนเพิ่มเติมแล้วพบว่าการทุจริตเกิดขึ้นเป็นขบวนการหรือมีลักษณะ “ยกกลุ่ม” เพราะข้อเท็จจริงในคำพิพากษาอาจย้อนกลับมาใช้ตรวจสอบว่า กกต. ละเว้นการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องรายอื่นหรือไม่
ฉากทัศน์ที่ 3 กกต. ยกคำร้องทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ นายวัสประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นต่ำ แต่หากเกิดขึ้นจะสร้างวิกฤตความเชื่อมั่นต่อระบบตรวจสอบอย่างรุนแรง และทำให้ กกต. เผชิญความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามมาตรา 157 มากที่สุด
นายวัสทิ้งท้ายว่า คดีนี้เป็นหมุดหมายสำคัญและเป็นบททดสอบว่า ระบบตรวจสอบและองค์กรอิสระของไทยจะสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่







