
คลังเร่งใช้ 2 แสนล้าน ถกขนส่งสัปดาห์นี้ ลุยโซลาร์รูฟท็อป เปลี่ยนผ่านพลังงานชัด Q4
เอกนิติ เร่งเดินหน้าเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ถกโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานภาคขนส่งสัปดาห์นี้ พร้อมเดินหน้าโซลาร์รูฟท็อป คาดเห็นความชัดเจนไตรมาส 4 ปีนี้
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเร่งรัดการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ
- ภายในสัปดาห์นี้จะมีการหารือรายละเอียดโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่งสาธารณะ
- คาดว่าโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน จะมีความชัดเจนภายในไตรมาสที่ 4
รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยเร่งวางรายละเอียดการใช้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทให้เกิดเป็นโครงการที่ชัดเจน ทั้งการเปลี่ยนผ่านภาคขนส่ง การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และการพัฒนาศักยภาพคน เพื่อรับมือความผันผวนของต้นทุนพลังงานและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะยาว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุถึงความคืบหน้าการใช้เงินตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนที่ 2 สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาท ว่า ภายในสัปดาห์นี้ (17-21 ส.ค.) กระทรวงการคลังจะหารือกับปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ฯ ถึงรายละเอียดโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่งสาธารณะไปสู่การใช้พลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้หารือเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 4/2569
จากนี้คาดว่าหน่วยงานต่าง ๆ จะทยอยนำรายละเอียดโครงการเข้าหารือกับคณะกรรมการกลั่นกรองฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเงินกู้ในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2570
"ขณะนี้มีหลายหน่วยงานเข้ามาหารืออย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้ทุกฝ่ายตกผลึกก่อนว่าโครงการใดเข้าหลักเกณฑ์และสามารถใช้เงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้ส่วนการเปลี่ยนผ่านได้ โดยวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. กำหนดไว้ชัดเจนว่าครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งโซลาร์รูฟท็อป การเปลี่ยนผ่านภาคขนส่ง ซึ่งจะเริ่มจากกลุ่มขนส่งสาธารณะ และการพัฒนาศักยภาพคน"
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่หลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ก็เดินหน้าเรื่องนี้เช่นกัน
โดยย้ำว่า รัฐบาลยังต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์สงคราม เพราะหากกลับมารุนแรงอีกครั้ง จะกระทบราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ไทยต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไทยนำเข้าพลังงานสูงถึง 65% จึงมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน
เมื่อราคาพลังงานนำเข้าสูงขึ้น ยังส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัด โดยไตรมาส 2/2569 ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาติดลบจากการนำเข้าพลังงาน ถือเป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบหลายไตรมาสและหลายปี สะท้อนถึงจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทย
ดังนั้น รัฐบาลจึงเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง และการเพิ่มศักยภาพคน
ด้านนายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เม็ดเงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เปรียบเสมือนการ “Jump Start” เศรษฐกิจ โดยต้องผลักดันหลายส่วนให้เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งด้าน Supply ด้วยการสร้างพลังงานสะอาดใหม่และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับ รวมถึงด้าน Demand หรือผู้ใช้พลังงาน เช่น ภาคคมนาคมที่ต้องเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด ทั้งรถ EV และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
“รัฐบาลมีทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว โดยกระทรวงพลังงานนำร่องหลายเรื่อง เช่น การเปิด Direct PPA เพื่อวางพื้นฐานรองรับการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว แต่สิ่งที่ต้องเร่งทำในขณะนี้คือมาตรการระยะสั้น เพื่อเป็นตัวกระตุ้นหรือ Jump Start ให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นจริงและเร็วขึ้น”







