posttoday
จับทิศราคาทองเทรนด์ขาขึ้น ปี 70 แตะนิวไฮเดิมทะลุ 8 หมื่นบาท จริงหรือฝัน?

จับทิศราคาทองเทรนด์ขาขึ้น ปี 70 แตะนิวไฮเดิมทะลุ 8 หมื่นบาท จริงหรือฝัน?

18 สิงหาคม 2569

YLG-ฮั่วเซ่งเฮง-MTS Gold ฟันธงราคาทองคำเทรนด์ขาขึ้น ไม่มีวันกลับไปจุดต่ำสุดเดิมที่ 6.1-6.2 หมื่นบาท ลุ้นปี 70 กลับแตะนิวไฮเดิมทะลุ 8 หมื่นบาท

KEY

POINTS

  • 3 ผู้ค้าทองคำรายใหญ่เชื่อว่าราคาทองคำได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ช่วงปรับฐานเพื่อสร้างแนวโน้มขาขึ้นในอนาคต
  • ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาทองคำคือทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และความต้องการทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกเพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์
  • คาดการณ์ว่าราคาทองคำในประเทศมีโอกาสกลับไปทะลุระดับ 80,000 บาทได้อีกครั้งในช่วงต้นถึงกลางปี 2570

ตลาดทองคำในปี 2569 เผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรง โดยทำสถิติราคาสูงสุดที่ 81,950 บาท เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2569 ก่อนจะปรับตัวลดลงสู่จุดต่ำสุดที่ 62,500 บาท เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ ได้แก่ วายแอลจี (YLG) ฮั่วเซ่งเฮง และ MTS Gold (แม่ทองสุก) ต่างมองว่าทองคำได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังเข้าสู่รอบการปรับฐานเพื่อสร้างฐานใหม่ที่แข็งแกร่งสำหรับการพุ่งทะยานต่อไป

 

ทองคำผ่านจุดต่ำสุดแล้ว 

 

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ให้มุมมองต่อราคาทองคำว่า ทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบไซด์เวย์ (Sideways) โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สูงขึ้นจนทำให้นักลงทุนบางส่วนย้ายการลงทุนไปสู่สินทรัพย์อื่น 

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทองคำได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วที่ระดับประมาณ 3,940-3,950 ดอลลาร์ และมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์ หากสามารถทะลุผ่านไปได้ มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อในช่วงปลายปีนี้ ไปอยู่ที่ระดับ 4,850-5,000 ดอลลาร์

 

สำหรับราคาทองคำในประเทศไทย คาดว่าแนวต้านสูงสุดในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 77,000 บาท โดยไม่น่าจะได้เห็นระดับสูงสุดเดิมที่ 82,000 บาท ในระยะใกล้ ขณะที่จุดต่ำสุดที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 61,000 - 62,000 บาท ถือเป็นจุดที่น่าเข้าสะสม

 

“มีโอกาสที่จะเห็นทองคำกลับไปทำจุดสูงสุดเดิมได้ในช่วงหลังไตรมาส 2/2570 โดยขึ้นอยู่กับความชัดเจนของนโยบายธนาคารกลางสหรัฐฯ” 

 

ปัจจัยที่ต้องติดตามในอนาคต นอกจากนโยบายดอกเบี้ยของ Fed แล้ว ปัจจัยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เช่น การลงนามสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ราคาน้ำมัน รวมถึงการเลือกตั้งในสหรัฐฯ และกระแสการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) ในกลุ่มประเทศ BRICS จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อราคาทองคำ

 

ทั้งนี้ YLG แนะนำนักลงทุนให้ใช้กลยุทธ์ “ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” ในช่วงระดับราคา 4,100-4,300 ดอลลาร์ โดยควรมีสัดส่วนทองคำในพอร์ตประมาณ 5-15% ตามความเสี่ยงที่รับได้ และควรแบ่งเงินลงทุนเป็น 3 ส่วน คือ สำหรับการลงทุนระยะยาว ระยะกลาง และการเทรดระยะสั้น เพื่อให้สามารถทำกำไรและบริหารความเสี่ยงได้ในทุกสภาวะตลาด 

 

ส่วนกรณีที่ไม่มีเงินทุนเพิ่มให้เน้นความอดทน เพราะเชื่อว่าทองคำยังมีโอกาสไปต่อได้ในอนาคต แต่หากมีทุนเพิ่มให้ทยอยสะสมเพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน

 

ลุ้นทองคำแตะ 5,000 ดอลลาร์


นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ทิศทางราคาทองคำ ฮั่วเซ่งเฮงยังคงเป้าหมายเดิม โดยมองแนวต้านสำคัญที่ 4,500 ดอลลาร์ หากผ่านไปได้จะเข้าสู่ขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีเป้าหมายระยะยาวอยู่ที่ประมาณ 4,900-5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำแท่งในประเทศที่ประมาณ 74,000-75,000 บาท ขณะที่แนวรับสำคัญอยู่ที่ 4,100 ดอลลาร์

 

ปัจจัยหนุนที่สำคัญมาจากความต้องการของธนาคารกลางกลุ่ม BRICS ที่ซื้อทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดบทบาทของเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะประเทศจีนที่ในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียวมีการซื้อทองคำสูงถึง 20 ตัน 

 

นอกจากนี้ ประเด็นการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา (Midterm Election) ยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันอาจพยายามพยุงราคาน้ำมันและควบคุมอัตราดอกเบี้ยไม่ให้สูงเกินไป เพื่อคุมอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลดีต่อราคาทองคำ

 

ทั้งนี้ ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี พบว่า การลงทุนทองคำในประเทศไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 16.4% ซึ่งสูงกว่าราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) ที่อยู่ประมาณ 14.5% โดยคาดการณ์ว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ทองคำจะยังคงให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีในระดับ 15% ต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำจะมีความผันผวนและมีการปรับฐานลงมาบ้าง หลังจากทำจุดสูงสุดไปเมื่อช่วงต้นปี 2569 แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการปรับฐานเพื่อสร้างฐานใหม่ จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนในการเริ่มกลับมาเก็บสะสมทองคำอีกครั้ง ทั้งการออมระยะยาวและการเก็งกำไรระยะสั้น เพื่อช่วยพยุงเสถียรภาพทางการเงินของพอร์ตการลงทุนในภาพรวม 

 

ปี 70 มองทองไทยพุ่งแตะ 80,000 บาท 

 

นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทในเครือเอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) มองทิศทางตลาดทองคำไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว โดยระบุว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ส่งผลให้วอลุ่มการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์พุ่งสูงถึง 80-90% เมื่อเทียบกับการซื้อขายหน้าร้าน ขณะที่กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่เริ่มหันมาออมทองดิจิทัลมากขึ้นด้วยงบประมาณเริ่มต้นเพียงหลักร้อยบาท

 

MTS Gold ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมทองคำมีความสำคัญต่อ GDP ของประเทศอย่างมาก โดยในปีที่ผ่านมาทองคำเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของไทย (หากไม่รวมอัญมณี) ปัจจุบันไทยมีศักยภาพในการแข่งขันอยู่ในอันดับ 3 หรือ 4 ของภูมิภาค รองจากจีน และอินเดีย 

 

ทางสมาคมค้าทองคำจึงมีแผนผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำ (Gold Hub) เช่นเดียวกับสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศอย่างมหาศาล

 

สำหรับแนวโน้มราคาทองคำ มองว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นจากปัจจุบันได้อีก 10% ภายในสิ้นปีนี้ โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก 

 

โดยตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ล่าสุด เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ต่างออกมาแย่ลง ซึ่งเป็นตัวยืนยันว่า Fed ไม่น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก ปัจจัยนี้จึงช่วยพยุงและผลักดันราคาทองคำไม่ให้ตกต่ำลง

 

ทั้งนี้ มองว่าราคาทองคำได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และยากที่จะกลับไปที่ระดับเดิมในอดีต โดยคาดการณ์ว่าอาจได้เห็นราคาทองคำโลกพุ่งไปถึง 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาทองคำในไทยมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในกรอบ 73,000-74,000 บาท ในช่วงปลายปีนี้ ส่วนราคาทองไทยที่ระดับ 80,000 บาท คาดว่ามีโอกาสได้เห็นในช่วงปลายไตรมาส 1/2570

ข่าวล่าสุด

อิหร่านขู่เปิดฉากรบใหม่ ด้านทรัมป์ปัดต่ออายุข้อตกลงหยุดยิง

อิหร่านขู่เปิดฉากรบใหม่ ด้านทรัมป์ปัดต่ออายุข้อตกลงหยุดยิง