
จับตาวิกฤติแบตเตอรี่ EV หมดอายุ ขยะลูกใหม่ ไทยเร่งวางระบบรับมือ
แบตเตอรี่ EV หลายล้านก้อนจ่อหมดอายุ เสี่ยงรั่วไหล ไฟไหม้ และปนเปื้อน ไทยเร่งวางระบบรีไซเคิล-Second Life-แบตเตอรี่พาสปอร์ต ก่อนขยะทะลัก
KEY
POINTS
- วิกฤตขยะแบตเตอรี่ EV เป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 2030 ซึ่งไม่ใช่ปัญหาวันนี้ แต่เป็น "หนี้การจัดการ" ที่กำลังสะสมและต้องเตรียมรับมือล่วงหน้า
- ความท้าทายหลักไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่เป็นปัญหาเชิงเศรษฐศาสตร์และกฎระเบียบ เช่น การเกิดตลาดมืดที่รับซื้อแบตเตอรี่นอกระบบ และความไม่คุ้มค่าในการรีไซเคิลแบตเตอรี่รุ่นใหม่ (LFP) ที่มีมูลค่าแร่ต่ำ
- ประเทศไทยกำลังเร่งวางระบบรับมืออย่างจริงจัง ผ่านการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ การผลักดันแนวคิด Battery Passport เพื่อติดตามแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต และการสร้างระบบจัดการครบวงจรเพื่อป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลจาก IEA ปี 2026 ที่พบว่า แบตเตอรี่ EV ส่วนใหญ่ที่ผลิตและใช้งานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังไม่หมดอายุ และจะทยอยเข้าสู่ระบบรีไซเคิลในช่วงกลางทศวรรษ 2030 เป็นต้นไป
ขณะที่จีนมีศักยภาพรีไซเคิลมากกว่า 85% ของกำลังการรีไซเคิลทั่วโลก แต่กลับมีปัญหาแบตเตอรี่ไหลเข้าสู่ผู้ประกอบการนอกระบบอย่างหนัก
จาก “หัวใจของรถยนต์ไฟฟ้า” สู่โจทย์ใหญ่หลังหมดอายุ เมื่อแบตเตอรี่หลายล้านก้อนกำลังจะเข้าสู่ปลายทาง โลกต้องตอบให้ได้ว่าใครจะรับผิดชอบ รีไซเคิลอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้ขยะอันตรายไหลเข้าสู่ตลาดมืด
ขณะที่ไทยเริ่มเร่งวางระบบ Battery Passport และยุทธศาสตร์จัดการซากแบตเตอรี่ก่อนคลื่นลูกใหญ่จะมาถึง
การเติบโตอย่างรวดเร็วของรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV กำลังเปลี่ยนโฉมระบบขนส่งทั่วโลก แต่เบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า กำลังมีโจทย์ใหม่ที่หลายประเทศต้องรีบเตรียมรับมือ นั่นคือ “แบตเตอรี่หมดอายุ”
แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้หายไปเมื่อรถถูกปลดระวาง แต่ยังคงมีวัสดุและพลังงานที่ต้องจัดการอย่างถูกวิธี หากปล่อยให้แบตเตอรี่ถูกถอด แยก เก็บ หรือกำจัดโดยไม่มีมาตรฐาน ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงเรื่องมลพิษจากสารเคมี แต่ยังรวมถึงไฟไหม้ การลัดวงจร และการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม
แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ วิกฤติขยะจากแบตเตอรี่ EV อาจไม่ได้เกิดขึ้น “ทันที” อย่างที่หลายคนคาด แต่กำลังสะสมแรงกดดันอยู่ในระบบ และจะรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงกลางทศวรรษ 2030
คลื่นขยะอาจยังมาไม่ถึง แต่โลกต้องสร้างโรงงานรอ
รายงาน Global EV Outlook 2026 ของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่า แบตเตอรี่ EV และแบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงานส่วนใหญ่ที่ติดตั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังอยู่ระหว่างการใช้งาน และแบตเตอรี่จำนวนมากอาจยังใช้งานต่อไปจนถึงช่วงกลางทศวรรษ 2030 หรือยาวนานกว่านั้น
IEA ประเมินว่า ระหว่างการเติบโตของความต้องการแบตเตอรี่กับช่วงเวลาที่แบตเตอรี่ชุดดังกล่าวจะกลายเป็นแบตเตอรี่หมดอายุ มี “ช่วงหน่วง” ราว 15 ปี
นั่นหมายความว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของยอดขาย EV วันนี้ ไม่ได้แปลว่าขยะจากแบตเตอรี่จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกันทันที แต่เป็นการสร้าง “หนี้การจัดการ” ที่จะทยอยถูกเรียกเก็บในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
และเมื่อถึงเวลานั้น ปริมาณแบตเตอรี่ที่จะต้องจัดการจะไม่ใช่เพียงหลักหมื่นหรือหลักแสนก้อน แต่จะเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องมีระบบเก็บรวบรวม ขนส่ง คัดแยก ถอดประกอบ ใช้ซ้ำ และรีไซเคิลอย่างครบวงจร
จีนกำลังเจออีกด้านของบูม EV “ตลาดมืด” แย่งแบตเตอรี่จากระบบ
จีนถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สุด เพราะเป็นทั้งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่
งานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2569 ในวารสาร Engineering ระบุว่า มากกว่า 70% ของแบตเตอรี่ EV ที่หมดอายุในจีนอาจไหลเข้าสู่ผู้ประกอบการรีไซเคิลนอกระบบ ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับบริษัทที่ปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
งานวิจัยเดียวกันคาดการณ์ว่า ภายใต้เส้นทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ปริมาณแบตเตอรี่ EV ที่ปลดระวางในจีนอาจเพิ่มขึ้นเป็น 22.39 ล้านตันในปี 2040 หรือเพิ่มขึ้นถึง 112 เท่าจากระดับปี 2020
ประเด็นนี้แตกต่างจากภาพจำทั่วไปที่มองว่า “รีไซเคิลไม่ได้เพราะเทคโนโลยียังไม่พร้อม” เพราะในความเป็นจริง ปัญหาอาจอยู่ที่ ระบบเศรษฐศาสตร์และการกำกับดูแล
ผู้ประกอบการนอกระบบสามารถเสนอราคาซื้อแบตเตอรี่ใช้แล้วสูงกว่าโรงงานที่ได้รับอนุญาต เพราะไม่ต้องแบกรับต้นทุนในการจัดการของเสีย การป้องกันอัคคีภัย การคุ้มครองแรงงาน การควบคุมมลพิษ และการตรวจสอบย้อนกลับ
ผลที่ตามมาคือ แบตเตอรี่ที่ควรเข้าสู่ระบบรีไซเคิลที่ปลอดภัยกลับถูกดึงออกไปจากระบบ นี่จึงเป็น “กับดักตลาด” ที่หลายประเทศต้องระวัง เพราะยิ่งบริษัทถูกกฎหมายมีต้นทุนสูงกว่า ก็ยิ่งมีโอกาสที่แบตเตอรี่จะไหลเข้าสู่ช่องทางที่ไม่ได้มาตรฐาน
LFP ถูกกว่า ปลอดภัยกว่า แต่กลับกลายเป็นโจทย์รีไซเคิลที่ยากกว่า อีกหนึ่งประเด็นที่กำลังเปลี่ยนสมการธุรกิจรีไซเคิลคือการเปลี่ยนชนิดของเคมีแบตเตอรี่
รถ EV รุ่นใหม่จำนวนมากหันมาใช้ Lithium Iron Phosphate หรือ LFP เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ อายุการใช้งานยาว และไม่พึ่งพานิกเกิลกับโคบอลต์ในปริมาณสูง
แต่ข้อดีดังกล่าวกลับกลายเป็นข้อจำกัดเมื่อแบตเตอรี่เข้าสู่โรงงานรีไซเคิล แบตเตอรี่รุ่นเก่าที่มีนิกเกิลและโคบอลต์สูงมีมูลค่าวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า ขณะที่ LFP มีมูลค่าของวัสดุที่กู้คืนได้น้อยกว่า ทำให้สมการทางเศรษฐศาสตร์ของการรีไซเคิลเปลี่ยนไป
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการสร้างระบบรีไซเคิลในอนาคตอาจไม่สามารถพึ่งพา “มูลค่าแร่ที่ได้กลับมา” เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมีนโยบายสนับสนุนหรือกลไกที่ทำให้การเก็บและรีไซเคิลแบตเตอรี่เกิดขึ้นได้ แม้แบตเตอรี่บางประเภทจะไม่คุ้มค่าในเชิงตลาด
รายงาน IEA Global EV Outlook 2026 ก็สะท้อนปัญหานี้ในอีกมุม โดยระบุว่าปัจจุบันกำลังการรีไซเคิลแบตเตอรี่ทั่วโลกมีมากกว่าวัตถุดิบแบตเตอรี่หมดอายุที่เข้าสู่ตลาด ขณะที่จีนครองสัดส่วนมากกว่า 85% ของกำลังการรีไซเคิลทั่วโลก
พูดง่าย ๆ คือ โลกกำลังสร้าง “โรงงานรีไซเคิล” ไว้จำนวนมาก แต่แบตเตอรี่ที่จะป้อนเข้าโรงงานยังมาไม่ถึงในปริมาณที่เพียงพอ
Second Life ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่เป็นสะพานก่อนรีไซเคิล เมื่อแบตเตอรี่ EV เสื่อมจนไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในรถ ไม่ได้หมายความว่าแบตเตอรี่หมดคุณค่าทันที
แบตเตอรี่ที่ยังเหลือความจุสามารถถูกนำไปใช้ในระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Second Life เช่น ระบบสำรองไฟ อาคาร สถานีชาร์จ หรือระบบกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
งานวิจัยที่ศึกษาบริบทประเทศไทยพบว่า การนำแบตเตอรี่กลับมาใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงานต่ออีก 10 ปี ก่อนเข้าสู่การรีไซเคิล สามารถให้ผลด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าการนำไปรีไซเคิลทันทีในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับความเข้มคาร์บอนของระบบไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม IEA เตือนว่า Second Life ยังมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องความปลอดภัย อายุการใช้งานที่เหลือ ความไม่แน่นอนของสมรรถนะ ต้นทุนการถอดประกอบและปรับสภาพ ตลอดจนประเด็นว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบด้านความปลอดภัยและการกำจัดเมื่อแบตเตอรี่หมดอายุรอบที่สอง
ดังนั้น Second Life จึงไม่ใช่การ “กำจัดขยะ” แต่คือการ ยืดอายุทรัพยากรออกไปอีกช่วงหนึ่ง ก่อนเข้าสู่การรีไซเคิลในที่สุด
ยุโรปเริ่มเปลี่ยนจาก “รีไซเคิล” เป็น “ออกแบบตั้งแต่ต้น”
สหภาพยุโรปกำลังพยายามแก้ปัญหาที่ต้นทางผ่าน EU Batteries Regulation ซึ่งไม่ได้มองแบตเตอรี่เฉพาะในวันที่กลายเป็นของเสีย แต่ควบคุมตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการรีไซเคิล
กฎใหม่ของสหภาพยุโรปกำหนดเป้าหมายประสิทธิภาพการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไว้ที่ 65% ภายในสิ้นปี 2025 และจะเพิ่มเป็น 70% ภายในสิ้นปี 2030
ขณะที่เป้าหมายการกู้คืนวัสดุสำคัญอย่างโคบอลต์ ทองแดง ตะกั่ว และนิกเกิล อยู่ที่ 90% ภายในปี 2027 และเพิ่มเป็น 95% ภายในปี 2031 ส่วนลิเทียมกำหนดไว้ที่ 50% ในปี 2027 และเพิ่มเป็น 80% ในปี 2031
นั่นทำให้ทิศทางของโลกกำลังเปลี่ยนจาก “ทำอย่างไรเมื่อแบตเตอรี่กลายเป็นขยะ” ไปสู่คำถามว่า “เราจะออกแบบแบตเตอรี่ตั้งแต่วันนี้อย่างไร เพื่อให้วันที่มันหมดอายุสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ง่ายที่สุด”
เทคโนโลยีการผลิต "แบล็กแมส" (Black Mass) ในปัจจุบันช่วยให้สามารถกู้คืนลิเทียม โคบอลต์ และนิกเกิลได้สูงถึง 90-95% รวมถึงโครงการวิจัยระดับโลกอย่าง ReLiB ของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมที่มุ่งเน้นการถอดแยกชิ้นส่วนแบบอัตโนมัติ และโครงการ BATRAW ที่เน้นการออกแบบแบตเตอรี่ให้ง่ายต่อการซ่อมแซมและเข้าถึงวัสดุตั้งแต่ต้นน้ำ
จาก Battery Passport สู่ “ประวัติชีวิต” ของแบตเตอรี่
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ Battery Passport
แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการสร้าง “ประวัติประจำตัว” ให้แบตเตอรี่ ตั้งแต่ผลิตจากโรงงาน ใช้กับรถคันใด ผ่านการซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนเมื่อใด เหลือความจุเท่าไร ไปจนถึงวันที่ถูกนำออกจากรถและเข้าสู่การใช้ซ้ำหรือรีไซเคิล
ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะแบตเตอรี่ EV แต่ละก้อนไม่ได้มีสภาพเหมือนกันทั้งหมด การรู้ประวัติการใช้งานและสุขภาพของแบตเตอรี่จะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ว่า ก้อนใดควรนำกลับมาใช้ใหม่ ก้อนใดควรซ่อม ก้อนใดควรเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลทันที
จีนเองได้เริ่มขยับไปในทิศทางนี้อย่างจริงจัง โดยกฎใหม่ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 กำหนดให้มีระบบติดตามแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต และกำหนดให้แบตเตอรี่มีรหัสเฉพาะ รวมถึง “Digital Identity” ที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ การปลดระวาง และการรีไซเคิล
นอกจากนี้ ผู้ผลิตแบตเตอรี่และผู้ผลิตรถยนต์ในจีนยังมีหน้าที่จัดตั้งหรือมอบหมายจุดรับคืนแบตเตอรี่ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ และต้องส่งต่อแบตเตอรี่หมดอายุให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาต
จีนยังรายงานว่า ในปี 2025 มีการใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ EV ที่หมดอายุมากกว่า 400,000 ตัน เพิ่มขึ้น 32.9% จากปีก่อน และมีบริษัทที่ผ่านการรับรองในอุตสาหกรรมรีไซเคิลและใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ 148 แห่ง
ไทยกำลังอยู่ตรงไหนของสมการนี้?
สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้เริ่มขยับจากเรื่อง “อนาคต” มาเป็นวาระเชิงนโยบายแล้ว
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สถาบันยานยนต์ และนิด้า จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำ “ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมการจัดการซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน”
โดยมีหน่วยงานรัฐ เอกชน และภาควิชาการเข้าร่วมมากกว่า 60 หน่วยงาน เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ด EV
จากนั้นในเดือนกรกฎาคม ENTEC สวทช. ยังร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับ Battery Passport และแนวทางการคัดเลือกพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเริ่มวางโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมนี้อย่างจริงจัง
ข้อมูลจากงานวิจัยที่ศึกษาประเทศไทยยังชี้ว่า ปริมาณแบตเตอรี่ EV ที่หมดอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะต่อไป โดยการศึกษาหนึ่งประเมินว่าไทยอาจมีแบตเตอรี่ EV ปลดระวางราว 4,000–20,000 ตันต่อปีภายในปี 2035
อีกงานวิจัยซึ่งศึกษาความคุ้มค่าของระบบรีไซเคิลแบตเตอรี่ในไทยพบว่า ขนาดของโรงงานและการรวมศูนย์การรีไซเคิล รวมถึงชนิดของเคมีแบตเตอรี่ เป็นปัจจัยสำคัญต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
และในบางสถานการณ์จำเป็นต้องมีทั้งมาตรการทางการเงินและนโยบายเพิ่มปริมาณแบตเตอรี่เข้าสู่ระบบ เพื่อให้โรงงานรีไซเคิลสามารถเดินเครื่องได้อย่างคุ้มค่า
ไทยยังมีอีกโจทย์ อย่าให้กลายเป็น “ปลายทางแบตเตอรี่ใช้แล้ว”
อีกเรื่องที่น่าจับตาคือ การนำเข้าแบตเตอรี่ EV ใช้แล้วจากต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เกี่ยวกับแนวทางควบคุมการนำเข้าแบตเตอรี่ EV ใช้แล้ว โดยมีเป้าหมายป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นปลายทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ
นี่เป็นประเด็นที่ควรถูกจับตามองอย่างมาก เพราะหากไทยกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ไปพร้อมกับการเป็นฐานผลิต EV ก็มีโอกาสสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง
แต่ในทางกลับกัน หากกฎระเบียบเปิดช่องให้แบตเตอรี่ใช้แล้วจากต่างประเทศไหลเข้ามาโดยไม่มีระบบคัดกรองและติดตามที่เข้มแข็ง ไทยอาจต้องรับทั้งต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงจากแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถตรวจสอบประวัติได้
(อ่านรายละเอียด: ส่องยุทธศาสตร์จัดการ "ซากแบตฯ EV" บทเรียนทั่วโลกสู่อุตสาหกรรมอนาคตไทย)
ปัญหาไม่ได้จบที่โรงงานรีไซเคิล แต่อยู่ที่ “ใครเป็นคนจ่าย”
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่สุดของระบบ เพราะการเก็บแบตเตอรี่จากรถที่หมดอายุ การขนส่งแบตเตอรี่ที่ยังมีพลังงานคงเหลือ การถอดแพ็ก การทดสอบเซลล์ การคัดแยกเคมี การกำจัดสารที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ และการควบคุมความปลอดภัย ล้วนมีต้นทุน
ขณะที่รายได้จากวัสดุที่กู้คืนได้ไม่ได้สูงเท่ากันในแบตเตอรี่ทุกประเภท
ดังนั้น หากปล่อยให้ระบบทำงานด้วยราคาตลาดเพียงอย่างเดียว แบตเตอรี่ที่มีมูลค่าสูงอาจถูกนำไปรีไซเคิลได้ง่าย แต่แบตเตอรี่ที่มีมูลค่าวัตถุดิบต่ำอาจกลายเป็น “ขยะที่ไม่มีใครอยากรับ”
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มใช้แนวคิด Extended Producer Responsibility หรือ EPR ให้ผู้ผลิตมีส่วนรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ของตัวเองเมื่อหมดอายุ
ในสหรัฐฯ รัฐโคโลราโดกำลังขยายขอบเขต Battery Stewardship Act ให้ครอบคลุมแบตเตอรี่ขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า โดยกำหนดกรอบการจัดเก็บ ขนส่ง แปรรูป และรีไซเคิลแบตเตอรี่เมื่อสิ้นอายุการใช้งาน
หลักคิดสำคัญคือ ไม่ควรปล่อยให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับผู้บริโภคหรือโรงงานรีไซเคิล แต่ต้องออกแบบระบบตั้งแต่วันที่ผลิตรถและแบตเตอรี่
จาก “ขยะ” สู่แหล่งวัตถุดิบรอบสอง
หากบริหารจัดการอย่างถูกต้อง แบตเตอรี่หมดอายุไม่ได้เป็นเพียงของเสีย แต่สามารถกลายเป็น “เหมืองเหนือพื้นดิน” แห่งใหม่
กระบวนการรีไซเคิลสามารถนำวัสดุสำคัญกลับมาใช้ใหม่ เช่น ลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ ทองแดง และวัสดุอื่น ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีการแยกและสกัดมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
โครงการ ReLiB ของ University of Birmingham ในสหราชอาณาจักร จึงไม่ได้มองเพียงการสกัดโลหะ แต่ศึกษาตั้งแต่การประเมินสภาพแบตเตอรี่ การซ่อม การปรับสภาพ การนำกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการกู้คืนวัสดุเมื่อแบตเตอรี่ไม่สามารถใช้งานต่อได้แล้ว
นี่คือแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ “กำจัดแบตเตอรี่” แต่คือการทำให้วัสดุในแบตเตอรี่สามารถหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากที่สุด
สำหรับประเทศไทย โจทย์จึงไม่ใช่เพียงการเร่งสร้างโรงงานรีไซเคิล แต่ต้องสร้าง “ระบบจัดการแบตเตอรี่ทั้งชีวิต” ตั้งแต่ต้นทาง
ต้องรู้ว่าแบตเตอรี่แต่ละก้อนผลิตเมื่อใด อยู่ที่ไหน ผ่านการใช้งานอย่างไร เหลือสุขภาพเท่าไร ถูกถอดออกจากรถเมื่อใด และสุดท้ายไปอยู่ที่ใด
หากทำได้ ไทยจะไม่ได้เพียงแก้ปัญหาขยะ EV แต่สามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่ตั้งแต่การซ่อมและปรับสภาพแบตเตอรี่ ระบบ Second Life ไปจนถึงการสกัดวัตถุดิบกลับเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิต
แต่หากปล่อยให้แบตเตอรี่หมดอายุไหลเข้าสู่ตลาดนอกระบบ ปัญหาที่เคยเป็น “ขยะจากรถยนต์” อาจกลายเป็นทั้งวิกฤติสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการสูญเสียทรัพยากรครั้งใหญ่
แหล่งอ้างอิง:
IEA – Global EV Outlook 2026 : แนวโน้มแบตเตอรี่ EV และการรีไซเคิลทั่วโลก
European Commission : กฎและเป้าหมายการรีไซเคิลแบตเตอรี่ของสหภาพยุโรป
ENTEC สวทช. : ยุทธศาสตร์จัดการซากแบตเตอรี่ EV และ Battery Passport ของไทย
กระทรวงอุตสาหกรรมจีน (MIIT) : ระบบติดตามและจัดการแบตเตอรี่ EV หมดอายุ
University of Birmingham – ReLiB : เทคโนโลยีการนำแบตเตอรี่ EV กลับมาใช้และรีไซเคิล







