
ซาอุฯ เร่งเครื่อง NEOM Green Hydrogen จ่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวเชิงพาณิขย์ปี 2027
NEOM Green Hydrogen เดินหน้าสู่ Commissioning หลังโครงสร้างหลักเสร็จ เตรียมผลิตไฮโดรเจนสีเขียว 600 ตันต่อวัน และส่งออก Green Ammonia ปี 2027
KEY
POINTS
- โครงการ NEOM Green Hydrogen ของซาอุดีอาระเบียได้เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการก่อสร้างและเริ่มกระบวนการทดสอบระบบ (Commissioning) โดยตั้งเป้าหมายที่จะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์และส่งออกผลิตภัณฑ์ชุดแรกได้ภายในปี 2027
- โรงงานแห่งนี้จะใช้พลังงานหมุนเวียน (แสงอาทิตย์และลม) ขนาด 4 กิกะวัตต์ เพื่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวได้สูงสุด 600 ตันต่อวัน ซึ่งจะถูกนำไปสังเคราะห์เป็นแอมโมเนียสีเขียว 1.2 ล้านตันต่อปีเพื่อการส่งออกไปยังตลาดโลก
- โครงการนี้มีความมั่นคงด้านการตลาดจากการมีสัญญารับซื้อผลผลิตแอมโมเนียสีเขียวทั้งหมดในระยะยาว 30 ปีกับบริษัท Air Products ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้โครงการสามารถเดินหน้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ
ซาอุฯ เร่งเครื่อง NEOM Green Hydrogen เข้าสู่ช่วง Commissioning เตรียมผลิตไฮโดรเจนสีเขียวเชิงพาณิชย์ปี 2027
ซาอุดีอาระเบียกำลังขยับเข้าใกล้การเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดพลังงานสะอาดโลก เมื่อโครงการ NEOM Green Hydrogen ในเขต Oxagon เดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ จากการก่อสร้างขนาดมหึมาสู่ขั้นตอนทดสอบและเตรียมเดินระบบจริง
โดยข้อมูลล่าสุดจาก NEOM Green Hydrogen Company ระบุว่า โครงการเข้าสู่ช่วง “Final Construction Completion” และเริ่มกระบวนการ Commissioning พร้อมการจ่ายพลังงานเข้าสู่ระบบแล้ว ขณะที่เป้าหมายการมีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดยังอยู่ในปี 2027
โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในการเดิมพันครั้งใหญ่ของซาอุดีอาระเบียในการสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ภายใต้ Saudi Vision 2030 โดยมีเป้าหมายลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน และเปลี่ยนทรัพยากรด้านพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่มากในประเทศให้กลายเป็นสินค้าพลังงานรูปแบบใหม่สำหรับตลาดโลก
NEOM Green Hydrogen Company หรือ NGHC เป็นกิจการร่วมทุนในสัดส่วนเท่า ๆ กันระหว่าง NEOM, ACWA Power และ Air Products โครงการตั้งอยู่ที่ Oxagon ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมภายในเขต NEOM ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุดีอาระเบีย
โดยไม่ได้เป็นเพียงโรงงานผลิตไฮโดรเจนแห่งหนึ่ง แต่ถูกออกแบบให้เป็นระบบพลังงานครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลม การแยกน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อผลิตไฮโดรเจน การผลิตแอมโมเนีย ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ
หัวใจของโครงการคือการใช้พลังงานหมุนเวียนรวมประมาณ 4 กิกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อป้อนให้กับระบบ Electrolyzer ขนาดมากกว่า 2 กิกะวัตต์
สำหรับแยกโมเลกุลน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจนด้วยกระบวนการ Electrolysis โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ทำให้ไฮโดรเจนที่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Green Hydrogen”
เมื่อเดินเครื่องเต็มกำลัง โรงงานถูกออกแบบให้ผลิตไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำได้สูงสุดประมาณ 600 ตันต่อวัน หรือราว 219,000 ตันต่อปี จากนั้นจะนำไฮโดรเจนไปสังเคราะห์เป็น Green Ammonia สูงสุด 1.2 ล้านตันต่อปี
ซึ่งมีความสำคัญต่อการค้าไฮโดรเจนระหว่างประเทศ เพราะแอมโมเนียสามารถขนส่งและจัดเก็บได้สะดวกกว่าไฮโดรเจนในรูปก๊าซโดยตรง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่โครงการไม่ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นเพียง “โรงงานผลิตไฮโดรเจน” แต่เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสร้าง ห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดระหว่างประเทศ โดย Green Ammonia ที่ผลิตได้จะถูกส่งออกผ่านระบบท่าเรือของ Oxagon ไปยังตลาดโลก
ในด้านการลงทุน ตัวเลขของโครงการสะท้อนขนาดของการเดิมพันได้อย่างชัดเจน โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 8.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และสามารถระดมเงินกู้แบบ Non-Recourse ได้ประมาณ 6.1 พันล้านดอลลาร์ จากธนาคารและสถาบันการเงินในประเทศและต่างประเทศรวม 23 แห่ง
โครงสร้างดังกล่าวหมายความว่า แหล่งชำระหนี้หลักจะผูกกับกระแสเงินสดและทรัพย์สินของโครงการ มากกว่าการนำงบดุลของผู้ถือหุ้นทั้งหมดมาเป็นหลักประกัน
อีกปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจด้านตลาดคือ โครงการมีสัญญารับซื้อ Green Ammonia ทั้งหมดแบบระยะยาวกับ Air Products เป็นเวลา 30 ปี ซึ่งทำให้โครงการมีโครงสร้างด้านรายได้รองรับตั้งแต่ช่วงพัฒนาโครงการ และแตกต่างจากโครงการไฮโดรเจนสีเขียวจำนวนมากทั่วโลกที่ยังต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่า “ผลิตแล้วจะขายให้ใคร”
แต่สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในปี 2569 คือ Commissioning เพราะนี่คือช่วงที่ระบบต่าง ๆ ซึ่งสร้างแยกกันต้องทำงานร่วมกันจริงในระดับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ฟาร์มกังหันลม ระบบส่งไฟฟ้า ระบบกักเก็บและจัดการไฮโดรเจน Electrolyzer ระบบแยกไนโตรเจน ตลอดจนกระบวนการผลิตแอมโมเนีย
ข้อมูลจาก NGHC ระบุว่าโครงการเดินหน้าเข้าสู่ช่วง Final Construction Completion และเริ่ม Commissioning ด้วยการ Energisation แล้ว ขณะที่ข้อมูลจากผู้ผลิตระบบ Electrolyzer อย่าง thyssenkrupp nucera ระบุว่าการก่อสร้างโรงงานผลิตไฮโดรเจนมีความคืบหน้าประมาณ 90% และมีแผนเริ่ม Commissioning ของ Electrolyzer ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
ความสำเร็จของขั้นตอนนี้จึงมีความหมายมากกว่าการ “เปิดโรงงาน” เพราะโครงการ NEOM กำลังทดสอบความเป็นไปได้ของการนำพลังงานหมุนเวียนปริมาณมหาศาลมาผนวกกับการผลิตไฮโดรเจนแบบต่อเนื่องในระดับ Gigawatt โดยต้องบริหารความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์และลมให้สามารถจ่ายพลังงานเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างมีเสถียรภาพ
เมื่อมองย้อนกลับไป โครงการได้แสดงความคืบหน้ามาอย่างต่อเนื่อง โดย NGHC รายงานว่า ณ ช่วงต้นปี 2025 การก่อสร้างทั้งโรงงานไฮโดรเจน ฟาร์มกังหันลม โซลาร์ฟาร์ม และระบบสายส่งมีความคืบหน้ารวมประมาณ 80% และในปี 2026 โครงการขยับขึ้นมาแตะระดับประมาณ 90% ก่อนเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการก่อสร้างและ Commissioning
เป้าหมายที่กำลังมาถึงจึงไม่ใช่เพียงการผลิตไฮโดรเจน แต่คือการพิสูจน์ว่า Green Hydrogen สามารถขยายสเกลจากโครงการทดลองไปสู่โรงงานเชิงพาณิชย์ขนาดยักษ์ได้จริงหรือไม่
หากทำได้ตามแผน โรงงาน NEOM จะสามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียวได้สูงสุด 600 ตันต่อวัน และเปลี่ยนไฮโดรเจนเหล่านั้นเป็น Green Ammonia สำหรับส่งออกทั่วโลก โดย NGHC ประเมินว่าสามารถช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุดประมาณ 5 ล้านตันต่อปี
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ซาอุดีอาระเบียพยายามขยายบทบาทจากการเป็นมหาอำนาจด้านน้ำมันไปสู่ผู้ส่งออกพลังงานสะอาด
โดย ACWA Power ระบุว่า ไฮโดรเจนและพลังงานหมุนเวียนเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การกระจายเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียยังเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับบริษัทพลังงานยุโรปเพื่อพัฒนาช่องทางส่งออกพลังงานหมุนเวียนและ Green Hydrogen ไปยังยุโรปด้วย
แต่ตลาดไฮโดรเจนโลกก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง เพราะต้นทุนการผลิต Green Hydrogen ยังสูงเมื่อเทียบกับไฮโดรเจนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และความต้องการซื้อระยะยาวยังเป็นโจทย์สำคัญของโครงการขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลก
ขณะที่การส่งออก Green Ammonia จำเป็นต้องมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือ การขนส่ง และผู้ซื้อปลายทางที่พร้อมจ่ายในราคาที่เหมาะสม
กรณีของ NEOM จึงน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะโครงการมีสัญญารับซื้อระยะยาวกับ Air Products รองรับอยู่แล้ว แต่การขยายตลาดปลายทางยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม โดย Reuters รายงานเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ว่า Air Products และ Yara International ยังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อทำข้อตกลงด้านการตลาดและจัดจำหน่าย Renewable Ammonia จากโครงการ NEOM ไปยังตลาดยุโรป โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเจรจาล่าช้า
ดังนั้น ปี 2026 จึงอาจเป็นปีที่สำคัญที่สุดปีหนึ่งของ NEOM Green Hydrogen เพราะโครงการกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “สินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง” ไปสู่ “โรงงานที่ต้องพิสูจน์สมรรถนะจริง” และหากการ Commissioning เป็นไปตามแผน ผลิตภัณฑ์ชุดแรกจะพร้อมออกสู่ตลาดในปี 2027
สิ่งที่จะเกิดขึ้นที่ Oxagon จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของซาอุดีอาระเบีย หากแต่เป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม Green Hydrogen ทั้งโลกว่า พลังงานหมุนเวียนสามารถถูกแปลงเป็นเชื้อเพลิงและวัตถุดิบอุตสาหกรรมที่ผลิตในระดับหลายแสนตันต่อปี และสามารถเดินทางข้ามทวีปไปแข่งขันในตลาดพลังงานโลกได้จริงหรือไม่
หาก NEOM ทำได้สำเร็จ ซาอุดีอาระเบียอาจไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก” อีกต่อไป แต่กำลังพยายามสร้างตำแหน่งใหม่ให้ตัวเองในฐานะ หนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและส่งออกพลังงานสะอาดของโลก ภายใต้ยุคที่การแข่งขันด้านพลังงานไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนบาร์เรลน้ำมัน แต่กำลังขยับไปสู่การครอบครองเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดของพลังงานคาร์บอนต่ำ
ภาพและข้อมูล:
NEOM Green Hydrogen Company – ข้อมูลโครงการและสถานะ Commissioning ล่าสุด
ACWA Power – NEOM Green Hydrogen Project
ACWA Power – Financial Close มูลค่า 8.4 พันล้านดอลลาร์
Air Products – ข้อมูลโครงการและโครงสร้างเงินทุน
Reuters – ความเคลื่อนไหวด้านตลาด Green Ammonia ของ NEOM และ Yara







