posttoday
ส่องยุทธศาสตร์จัดการ "ซากแบตฯ EV" บทเรียนทั่วโลกสู่อุตสาหกรรมอนาคตไทย

ส่องยุทธศาสตร์จัดการ "ซากแบตฯ EV" บทเรียนทั่วโลกสู่อุตสาหกรรมอนาคตไทย

19 มิถุนายน 2569

เมื่อแบตเตอรี่ EV กลายเป็นทรัพยากรแห่งอนาคต ไทยเร่งวางยุทธศาสตร์จัดการซากแบตเตอรี่อย่างยั่งยืน เรียนรู้บทเรียนจากยุโรป จีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น!

KEY

POINTS

  • การเพิ่มขึ้นของรถยนต์ EV สร้างความท้าทายในการจัดการซากแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นทั้งความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญมูลค่าสูง เช่น ลิเทียม นิกเกิล และโคบอลต์
  • ประเทศไทยกำลังวางยุทธศาสตร์การจัดการซากแบตเตอรี่แบบครบวงจร ตั้งแต่การนำกลับมาใช้ใหม่ (Second Life) จนถึงการรีไซเคิล เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนและก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมในภูมิภาค
  • บทเรียนจากนานาชาติมีหลากหลายแนวทาง เช่น สหภาพยุโรปเน้นหลักการความรับผิดชอบของผู้ผลิต, จีนเป็นผู้นำด้านปริมาณการรีไซเคิล, สหรัฐฯ มุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานแบบปิดวงจร, และญี่ปุ่นเน้นการยืดอายุใช้งานก่อนรีไซเคิล
  • การจัดการซากแบตเตอรี่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดการนำเข้า และเปลี่ยน "ของเสีย" ให้เป็น "ทรัพยากรแห่งอนาคต" เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในฐานการผลิตและตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน จากมาตรการส่งเสริมการลงทุน การสนับสนุนผู้บริโภค และการเข้ามาลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์และแบตเตอรี่รายใหญ่ ส่งผลให้จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ยังมีความท้าทายสำคัญที่หลายประเทศกำลังให้ความสนใจ

 

ข้อหนึ่งที่กำลังถูกจับตาในเวลานี้ก็คือ “การจัดการซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งจะกลายเป็นประเด็นสำคัญในอีก 5-15 ปีข้างหน้า เมื่อแบตเตอรี่จำนวนมากเริ่มหมดอายุการใช้งาน

 

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จึงได้เดินหน้าศึกษาและจัดทำยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมการจัดการซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถรองรับปริมาณแบตเตอรี่ใช้แล้วที่กำลังจะเพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

 

ส่องยุทธศาสตร์จัดการ "ซากแบตฯ EV" บทเรียนทั่วโลกสู่อุตสาหกรรมอนาคตไทย

 

โพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนหาคำตอบและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด...

 

ทำไม “ซากแบตเตอรี่ EV” จึงเป็นวาระแห่งอนาคต

 

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ามีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 8-15 ปี หลังจากนั้นประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานจะลดลงจนไม่เหมาะกับการใช้งานในรถยนต์ แม้แบตเตอรี่เหล่านี้จะเสื่อมสภาพสำหรับการขับเคลื่อนรถยนต์ แต่ยังคงมีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น หรือที่เรียกว่า Second Life เช่น ระบบกักเก็บพลังงานสำหรับอาคาร โรงงาน หรือสถานีชาร์จไฟฟ้า

 

ขณะเดียวกัน ภายในแบตเตอรี่ยังประกอบด้วยแร่และโลหะสำคัญจำนวนมาก เช่น ลิเทียม นิกเกิล โคบอลต์ แมงกานีส และทองแดง ซึ่งมีมูลค่าสูงและเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต หากไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม ทรัพยากรเหล่านี้จะสูญหายไปพร้อมกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยจากการกำจัดที่ไม่ถูกวิธี

 

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าความต้องการแร่สำคัญสำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงทศวรรษหน้า ส่งผลให้การรีไซเคิลแบตเตอรี่กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของหลายประเทศในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบและลดการพึ่งพาการนำเข้า

 

ส่องยุทธศาสตร์จัดการ "ซากแบตฯ EV" บทเรียนทั่วโลกสู่อุตสาหกรรมอนาคตไทย

 

ไทยกำลังวางหมากอย่างไร

 

ภายใต้การดำเนินงานของ สศอ. ในการจัดทำยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมการจัดการซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า มุ่งเน้นการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้ผลิตแบตเตอรี่ ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ประกอบการรวบรวมและขนส่ง ผู้ประกอบการรีไซเคิล สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

 

เป้าหมายสำคัญคือการกำหนดทิศทางและกลไกการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วอย่างครบวงจร ตั้งแต่การรวบรวม การขนส่ง การตรวจสอบสภาพ การนำกลับมาใช้ใหม่ การรีไซเคิล ไปจนถึงการจัดการของเสียที่เหลือจากกระบวนการผลิต โดยคำนึงถึงความปลอดภัย มาตรฐานสากล และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

 

นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังมุ่งส่งเสริมการเกิดอุตสาหกรรมรีไซเคิลภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค

 

ต้องติดตามว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมทิศทางใดในอนาคตอันใกล้

 

สำรวจการจัดการของประเทศต่างๆ กันว่าเขาจัดการเรื่องนี้กันอย่างไรในปัจจุบัน

 

ยุโรป จากผู้ผลิตสู่ผู้รับผิดชอบตลอดวงจรชีวิต

 

สหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีนโยบายจัดการแบตเตอรี่ก้าวหน้าที่สุดของโลก ภายใต้กฎระเบียบ EU Battery Regulation ซึ่งกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่การผลิต การเก็บรวบรวม ไปจนถึงการรีไซเคิล

 

กฎระเบียบดังกล่าวกำหนดเป้าหมายการเก็บรวบรวมแบตเตอรี่ใช้แล้ว การนำวัสดุกลับคืนจากกระบวนการรีไซเคิล และการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นต์ของแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังมีแนวคิด “Battery Passport” หรือหนังสือเดินทางดิจิทัลของแบตเตอรี่ เพื่อให้สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา ส่วนประกอบ และประวัติการใช้งานได้ตลอดอายุการใช้งาน

แนวทางนี้ช่วยให้ยุโรปสามารถสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้รีไซเคิลเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

 

จีน ผู้นำโลกด้านรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV

 

จีนเป็นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประเทศแรก ๆ ที่เผชิญกับปัญหาซากแบตเตอรี่จำนวนมหาศาล รัฐบาลจีนจึงได้กำหนดนโยบายให้ผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตแบตเตอรี่ร่วมรับผิดชอบต่อการเก็บคืนแบตเตอรี่หลังหมดอายุการใช้งาน

 

โดยในปี 2566 จีนมีปริมาณแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจริงกว่า 623,000 ตัน เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการขยายตัวของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV)

 

ขณะที่รัฐบาลได้ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการรีไซเคิลและการนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ประโยชน์กว่า 156 แห่งทั่วประเทศ รวมกำลังการรองรับมากกว่า 3.79 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ จีนยังพัฒนาระบบติดตามแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต และส่งเสริมการนำแบตเตอรี่ใช้แล้วไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบ Second Life ก่อนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ทำให้สามารถสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่แบบครบวงจรและลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากการทำเหมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ปัจจุบัน จีนมีเครือข่ายจุดรวบรวมแบตเตอรี่ใช้แล้วจำนวนมากทั่วประเทศ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีติดตามแบตเตอรี่ผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการใช้งานและการกำจัดได้จริง

 

จีนยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลลิเธียม นิกเกิล และโคบอลต์ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ภายในประเทศ

 

ส่องยุทธศาสตร์จัดการ "ซากแบตฯ EV" บทเรียนทั่วโลกสู่อุตสาหกรรมอนาคตไทย

 

สหรัฐอเมริกา สร้างห่วงโซ่อุปทานปิดวงจร

 

สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ภายในประเทศควบคู่กับการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ได้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูงผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น ReCell Center

 

สหรัฐอเมริกากำลังเร่งสร้าง “ห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่แบบปิดวงจร” (Closed-loop Supply Chain) เพื่อให้วัสดุสำคัญจากแบตเตอรี่ใช้แล้วสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ได้อีกครั้ง โดยข้อมูลจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ระบุว่า ในปี 2566 สหรัฐฯ มีกำลังการรีไซเคิลแบตเตอรี่ภายในประเทศที่สามารถกู้คืนวัสดุจากแบตเตอรี่ได้กว่า 35,500 ตันต่อปี และมีโครงการลงทุนใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งจะเพิ่มกำลังการกู้คืนอีกกว่า 76,000 ตันในช่วง 2-4 ปีข้างหน้า

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังจัดสรรงบประมาณหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการวิจัย เทคโนโลยีรีไซเคิล และการนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ (Second Life) ผ่านโครงการต่าง ๆ ของ DOE เพื่อเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบสำคัญ 

 

เป้าหมายสำคัญคือการสร้างห่วงโซ่อุปทานแบบปิดวงจร (Closed-loop Supply Chain) ที่สามารถนำวัสดุจากแบตเตอรี่ใช้แล้วกลับมาใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ได้อีกครั้ง ลดการพึ่งพาการนำเข้าแร่สำคัญจากต่างประเทศ และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

 

ญี่ปุ่น เน้นการใช้ซ้ำก่อนรีไซเคิล

 

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่มีแนวคิดโดดเด่นด้านการใช้ประโยชน์แบตเตอรี่ Second Life โดยผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายรายได้นำแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดที่หมดอายุการใช้งานมาปรับใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงานในอาคาร โรงงาน และสถานีไฟฟ้า

 

โดยข้อมูลจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) ระบุว่า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจากรถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งานในยานยนต์ยังคงมีความสามารถในการกักเก็บพลังงานเหลืออยู่ประมาณ 70-80% จึงสามารถนำไปใช้ในระบบกักเก็บพลังงานสำหรับอาคาร บ้านพักอาศัย หรือสถานีชาร์จไฟฟ้าได้อีกหลายปี

 

ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่นได้นำแบตเตอรี่ใช้แล้วหลายพันชุดไปติดตั้งในระบบกักเก็บพลังงานเชิงพาณิชย์และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ช่วยยืดอายุการใช้งานของทรัพยากรก่อนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล และสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโมเดลที่หลายประเทศกำลังศึกษาและนำไปประยุกต์ใช้ต่อไป

 

แนวทางดังกล่าวช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ลดปริมาณของเสีย และเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ก่อนเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลในขั้นตอนสุดท้าย

 

 

โอกาสของไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่

 

แม้ประเทศไทยจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการวางระบบจัดการซากแบตเตอรี่ EV แต่ก็มีข้อได้เปรียบหลายประการ ทั้งการเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของภูมิภาค การมีนักลงทุนรายใหญ่ในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ และการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า

 

หากสามารถพัฒนาระบบจัดการซากแบตเตอรี่ได้อย่างครบวงจร ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการรีไซเคิลแบตเตอรี่ของอาเซียน สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ ลดการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจสีเขียวของโลก

 

การจัดการซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ การดำเนินงานของ สศอ. ในการจัดทำยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมการจัดการซากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสำหรับยุคพลังงานสะอาด

 

บทเรียนจากยุโรป จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศที่สามารถสร้างระบบจัดการแบตเตอรี่ครบวงจรได้ก่อน จะไม่เพียงลดปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถเปลี่ยน “ของเสีย” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรแห่งอนาคต” สร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจและเสริมศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมพลังงานแห่งศตวรรษที่ 21 ได้อย่างยั่งยืน

 

 

ข้อมูลประกอบการเรียบเรียงจาก: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.), International Energy Agency (IEA), U.S. Department of Energy (DOE), European Union Battery Regulation, Reuters

และแหล่งข้อมูลสากลด้านอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า” กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI), องค์การพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (NEDO), และกรณีศึกษาโครงการนำแบตเตอรี่ EV กลับมาใช้ซ้ำของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น เช่น Nissan และ Toyota

ข่าวล่าสุด

ไทยจับมือ Axelera AI พัฒนาชิป ขับเคลื่อนระบบ Physical AI

ไทยจับมือ Axelera AI พัฒนาชิป ขับเคลื่อนระบบ Physical AI