
เทคโนโลยีเตาหลอมเหล็ก IF ลดกำมะถันเหลือ0.002%หนุนก่อสร้างไทย
สมาคมผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะฯ ชูเทคโนโลยีเตาหลอม IF ผสานเตาปรุงน้ำเหล็ก ช่วยลดกำมะถันเหลือ 0.002% เพิ่มความเหนียวทนทานแผ่นดินไหว พร้อมลดมลพิษได้ถึง 6 เท่า
KEY
POINTS
- เทคโนโลยีเตาหลอมเหล็ก IF ใหม่ ผสานเตาปรุงน้ำเหล็กขั้นที่สอง สามารถลดปริมาณกำมะถันในเนื้อเหล็กได้ต่ำสุดถึง 0.002%
- การลดกำมะถันและไนโตรเจนทำให้เหล็กที่ได้มีความยืดหยุ่นสูง ทนทานต่อการแตกหัก และปลอดภัยสำหรับงานโครงสร้างที่ต้านทานแผ่นดินไหว
- นวัตกรรมนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยลดมลพิษทางอากาศได้มากกว่าเตาหลอมแบบเดิมถึง 6 เท่า และช่วยลดต้นทุนการผลิต
อุตสาหกรรมเหล็กไทยก้าวสู่ยุคใหม่ "เตาหลอม IF" ชูนวัตกรรมเหล็กสะอาด ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยโครงสร้างอาคาร พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจยั่งยืน (ESG) ลดมลพิษทางอากาศได้ถึง 6 เท่า
นายศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ ผู้แทนสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) เปิดเผยถึงทิศทางของอุตสาหกรรมเหล็กในปัจจุบันว่า
ท่ามกลางความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะข้อกังขาต่อเหล็กที่ผลิตจากระบบเตา IF (Induction Furnace) ซึ่งมักถูกมองว่ามีข้อจำกัดด้านคุณภาพในอดีต
แต่ปัจจุบันข้อเท็จจริงทางวิศวกรรมโลหการได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนสามารถลบภาพจำเดิมได้ทั้งหมด
การผลิตเหล็กสะอาดด้วยระบบเตา IF ในปัจจุบัน ได้นำเทคโนโลยี "เตาปรุงน้ำเหล็กขั้นที่สอง" (Secondary Steel Refining) เข้ามาผสานการทำงาน
ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม โดยอาศัยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Stirring) กวนน้ำเหล็กให้ผสมเป็นเนื้อเดียวกันทั้งด้านเคมีและอุณหภูมิ ส่งผลให้สารมลทินลอยขึ้นและกวาดทิ้งได้ง่าย
เมื่อน้ำเหล็กถูกส่งต่อไปยังเตาปรุง (Ladle Furnace) จะมีการเป่าก๊าซอาร์กอนและปรุงแต่งค่าเคมีอย่างละเอียด ทำให้สามารถสกัดสารกำมะถัน (Sulfur) ลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดเพียง 0.002%
การควบคุมมลทินให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำนี้ ส่งผลให้เนื้อเหล็กมีความยืดหยุ่นและความทนทานต่อการแตกหักสูง ยิ่งไปกว่านั้น เตา IF ยังมีข้อได้เปรียบเหนือเตาอาร์คไฟฟ้า (EAF)
ตรงที่ไม่มีการอาร์คที่อุณหภูมิสูงจัด จึงลดการดูดซับก๊าซไนโตรเจน ขจัดปัญหาเนื้อเหล็กเปราะบาง และทำให้สามารถนำไปใช้ในงานโครงสร้างที่ต้องต้านทานแผ่นดินไหวได้อย่างปลอดภัย
ในมิติของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีเตา IF ยังตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ด้วยการปล่อยมลพิษและฝุ่นละอองในระดับต่ำมากเพียง 1-2 กิโลกรัมต่อตัน (ต่ำกว่าระบบเตา EAF ที่ปล่อยถึง 6-12 กิโลกรัมต่อตัน
หรือต่างกันถึง 6 เท่า) อีกทั้งยังช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้ 20-25% ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการผูกขาดราคาในตลาดเหล็กก่อสร้าง
การยกระดับเทคโนโลยีการผลิตในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เรียกคืนความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักลงทุนและผู้บริโภค
แต่ยังเป็นการวางรากฐานอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว







