posttoday
ปลายสิงหาฯเดือด เกมอำนาจ-ฮั้วสว.-ซักฟอก รัฐบาลอนุทินเจอแรงกดดันรอบด้าน

ปลายสิงหาฯเดือด เกมอำนาจ-ฮั้วสว.-ซักฟอก รัฐบาลอนุทินเจอแรงกดดันรอบด้าน

24 สิงหาคม 2569

ปลายสิงหาคมนี้ไม่ใช่แค่ปลายปฏิทิน แต่คือทางแยกของรัฐบาลอนุทิน เมื่อศึกโยกย้าย ฮั้ว สว. คดีการเมือง งบปี 2570 และซักฟอก เรียงคิวกดดันแทบทุกวัน ทั้งใน-นอกสภา

KEY

POINTS

  • ปลายเดือนสิงหาคมจะเต็มไปด้วยเหตุการณ์การเมืองสำคัญต่อเนื่อง ทั้งการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย การตรวจสอบปมเลือก สว. และคดีการเมืองต่างๆ
  • รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทยตกเป็นเป้าเผชิญแรงกดดันโดยตรง โดยเฉพาะจากกรณีข้อกล่าวหา "ฮั้ว สว." ที่ฝ่ายค้านเตรียมหยิบยกขึ้นมาโจมตี
  • สถานการณ์ทั้งหมดเป็นการปูทางไปสู่ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงต้นเดือนกันยายน ซึ่งฝ่ายค้านจะมุ่งเน้นประเด็นการใช้อำนาจและปัญหาคอร์รัปชัน

ปลายเดือนสิงหาคม 2569 กำลังกลายเป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทยแทบไม่มี “วันว่าง” เพราะตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคมเป็นต้นไป เหตุการณ์สำคัญจะเรียงตัวต่อเนื่อง ทั้งการโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย คดีการเมือง การตรวจสอบปมเลือก สว. การเลือกตั้งซ่อม ไปจนถึงการประชุม ครม.สัญจร ก่อนทั้งหมดจะไหลเข้าสู่สนามใหญ่ในต้นเดือนกันยายน เมื่อสภาต้องพิจารณางบประมาณปี 2570 และฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

 

สิ่งที่ทำให้ปฏิทินรอบนี้น่าจับตา คือความเชื่อมโยงระหว่าง “อำนาจรัฐ องค์กรอิสระ และเกมในสภา” หลายเรื่องพาดผ่านพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลโดยตรง ขณะที่ฝ่ายค้านกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อเปลี่ยนประเด็นที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นภาพใหญ่เรื่องการบริหารประเทศและปัญหาคอร์รัปชัน

 

25 สิงหาคม รีเซตมหาดไทย จับตาอำนาจภูมิภาค

 

ด่านแรกอยู่ที่การประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 25 สิงหาคม2569 ซึ่งมีวาระสำคัญคือการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงมหาดไทยครั้งใหญ่ ครอบคลุมตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดถึง 16 ตำแหน่ง เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างจากการเกษียณและการหมุนเวียนข้าราชการ การโยกย้ายครั้งนี้ถูกจับตาว่าจะสะท้อนการจัดวางเครือข่ายอำนาจของ “ขั้วสีน้ำเงิน” ในพื้นที่ภูมิภาคมากเพียงใด

 

เหตุผลที่เรื่องนี้อ่อนไหวเป็นพิเศษ เพราะกลไกมหาดไทยตั้งแต่ส่วนกลางถึงจังหวัดมีบทบาทโดยตรงต่อการบริหารพื้นที่ เมื่อเกิดขึ้นในช่วงที่ฝ่ายค้านกำลังเตรียมตรวจสอบรัฐบาล การแต่งตั้งระดับสูงจึงย่อมถูกอ่านมากกว่าแค่บัญชีรายชื่อโยกย้าย

 

วันเดียวกัน ศาลฎีกายังนัดไต่สวนพยานปากแรกใน คดีจริยธรรมของ 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นอีกสมรภูมิที่อาจกระทบกำลังสำคัญของฝ่ายค้านในระยะยาว

 

26 สิงหาคม ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งเข้าสู่ห้องไต่สวนปิดลับ

 

หนึ่งวันถัดมา วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แสวง บุญมี มีกำหนดเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในฐานะพยาน กรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

 

การไต่สวนจะเป็นไปในลักษณะปิด ไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดสด ทำให้ความสนใจไม่ได้อยู่เพียงข้อเท็จจริงของคดี แต่รวมถึงคำถามเรื่องความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง และบทบาทขององค์กรที่ทำหน้าที่กำกับการเลือกตั้งด้วย

 

ประเด็นนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ กกต. กำลังเผชิญแรงกดดันจากคดีเลือก สว. ยิ่งทำให้ทุกความเคลื่อนไหวขององค์กรถูกจับตามองเป็นพิเศษ

 

28 สิงหาคม เปิดเวทีวิพากษ์ “องค์กรอิสระ”

 

วันที่ 28 สิงหาคม การเมืองจะเคลื่อนจากห้องพิจารณาคดีไปสู่เวทีสาธารณะ เมื่อมีการเสวนาที่รวบรวมนักวิชาการและอดีตบุคคลสำคัญทางการเมือง อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณและนายวัส ติงสมิตร เพื่อถอดบทเรียนการทำงานขององค์กรอิสระ และเสนอทางออกผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

เวทีนี้จึงไม่ได้พูดถึงเพียงคดีใดคดีหนึ่ง แต่แตะถึงโครงสร้างตรวจสอบทางการเมืองทั้งระบบ ในจังหวะที่ความน่าเชื่อถือและการตัดสินใจขององค์กรอิสระหลายแห่งกำลังถูกตั้งคำถามพร้อมกัน

30 สิงหาคม เลือกตั้งซ่อมอุดรฯ วัดแรงรัฐบาลกับฝ่ายค้าน

 

วันที่ 30 สิงหาคม 2569 สนามการเมืองจะย้ายไปยังอุดรธานี เขต 3 กับการเลือกตั้งซ่อม สส. ซึ่งถูกมองเป็นอีกหนึ่งบททดสอบความนิยมของทั้งสองขั้ว

 

ข้อมูลที่ให้มาระบุว่า พรรคเพื่อไทยหลีกทางให้พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ส่งผู้สมัครในฝั่งรัฐบาล ทำให้ผลเลือกตั้งไม่ได้สะท้อนเพียงว่าใครจะได้เก้าอี้ สส.เพิ่มหนึ่งที่นั่ง แต่ยังอาจถูกใช้วัดพลังของขั้วรัฐบาลเมื่อเผชิญหน้ากับฝ่ายค้านในพื้นที่จริง ก่อนเข้าสู่ศึกใหญ่ในสภา

 

31 สิงหาคม เส้นตาย “ฮั้ว สว.” และเวทีชำแหละ กกต.

 

หากมีหนึ่งวันที่อุณหภูมิการเมืองอาจขึ้นสูงที่สุด วันที่ 31 สิงหาคม 2569 คือหนึ่งในนั้น

 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 กลุ่ม iLaw นำโดยยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จัดเวทีเปิดข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. และตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “สว.สีน้ำเงิน” กับพรรคภูมิใจไทย

 

จากนั้นวันที่ 31 สิงหาคม 2569 จะมีเวที “เช็คบิลฮั้ว สว. ชำแหละองค์กรอิสระ” ซึ่งตรงกับกรอบเวลาที่ข้อมูลชุดนี้ระบุว่า กกต. จะต้องมีมติต่อกรณีดังกล่าว หากไม่มีการเลื่อนการพิจารณาออกไป

 

จุดนี้สำคัญ เพราะฝ่ายค้านเตรียมนำปมเลือก สว. เข้าเป็นหนึ่งในหัวข้ออภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเริ่มวางแนวป้องกันแล้ว

 

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาลจากพรรคภูมิใจไทย ตั้งคำถามว่า กระบวนการเลือก สว. เกิดขึ้นก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้าบริหารประเทศถึง 2 ปี ดังนั้นฝ่ายค้านจำเป็นต้องอธิบายให้ได้ว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลปัจจุบันอย่างไร รวมถึงต้องมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีให้ชัดเจน

 

แนวรับอีกชั้นของรัฐบาลคือการชี้ว่าเรื่องต่าง ๆ อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของ กกต. หรืออยู่ในชั้นศาลแล้ว เพื่อลดพื้นที่ที่ฝ่ายค้านจะใช้ขยายรายละเอียดเข้าสู่ตัวรัฐมนตรี

 

นี่จึงอาจเป็น “ศึกเรื่องขอบเขต” ก่อนศึกซักฟอกจริง ฝ่ายค้านต้องพิสูจน์ว่าคดี สว. เชื่อมกับการบริหารรัฐบาลอย่างไร ขณะที่รัฐบาลต้องแยกตัวเองออกจากกระบวนการที่เกิดขึ้นก่อนเข้ารับตำแหน่ง

 

31 สิงหาคม-1 กันยายน ครม.สัญจรสงขลา เจอแรงกดดันนอกสภา

 

ในเวลาใกล้เคียงกัน คณะรัฐมนตรีมีกำหนดลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคมถึง 1 กันยายน 2569

 

รัฐบาลอาจไม่ได้พบเพียงวาระพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ แต่ยังต้องเผชิญแรงคัดค้านจากกลุ่ม “จะนะรักษ์ถิ่น” และ “เครือข่ายนักรบผ้าถุง” ซึ่งต่อต้านการผลักดันผังเมืองใหม่เพื่อรองรับโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

 

สถานการณ์ยิ่งอ่อนไหวหลังมีประเด็นเรื่องเจ้าหน้าที่ CIB เข้าไปสังเกตการณ์แกนนำชาวบ้านก่อนการประชุมเพียงไม่กี่วัน ทำให้ ครม.สัญจรรอบนี้อาจกลายเป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนอีกสนามหนึ่ง

 

ต้นกันยายน งบ 2570 เปิดทางสู่ศึกซักฟอก

 

เมื่อผ่านปฏิทินปลายสิงหาคม เกมจะเข้าสู่สภาเต็มรูปแบบ

 

สภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระที่ 2 และ 3 ช่วงต้นเดือนกันยายน ขณะที่ฝ่ายค้านวางแผนยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน หลังเสร็จสิ้นกระบวนการงบประมาณ

 

ฝ่ายค้านจะนัดหารือร่วมกันในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมเพื่อกำหนดกรอบและวันยื่นญัตติที่ชัดเจน โดยข้อมูลที่ให้มาระบุว่า หลังเปิดสมัยประชุมยังมีวาระอภิปราย พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท และภายในประมาณ 2 สัปดาห์จะต่อด้วยการพิจารณางบประมาณวาระ 2 และ 3

 

จึงเท่ากับว่ารัฐบาลต้องเดินผ่านทั้ง “ศึกเงินกู้ ศึกงบ และศึกไม่ไว้วางใจ” ในช่วงเวลาใกล้กัน

 

หมัดหลักฝ่ายค้าน “ฮั้ว สว.-โกงสอบท้องถิ่น”

 

พรรคประชาชน ถูกวางให้เป็นกำลังหลักในการเปิดประเด็นการเลือก สว. และการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยเตรียมตรวจสอบความเชื่อมโยงไปถึงนายอนุทิน ตั้งแต่ช่วงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลก่อน

 

คำถามสำคัญที่ฝ่ายค้านต้องการผลักขึ้นสู่สภาคือ กระบวนการอนุมัติหรือการโยกย้ายข้าราชการในช่วงนั้น มีส่วนสร้างเงื่อนไขหรือช่องว่างที่นำไปสู่ปัญหาตามมาหรือไม่

 

ด้าน พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าจะร่วมอภิปราย และจะให้น้ำหนักกับปมเลือก สว. พร้อมกดดันให้ กกต. ส่งเรื่องเข้าสู่ศาลเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันยังระบุว่ามีข้อมูลชุดใหม่ที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เตรียมใช้เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการอภิปราย

 

รัฐบาลอาจชนะโหวต แต่โจทย์คือจะชนะความเชื่อมั่นหรือไม่

 

ฝ่ายค้านเองประเมินว่า การอภิปรายครั้งนี้อาจไม่สามารถล้มรัฐบาลด้วยตัวเลขในสภา เพราะเสียงสนับสนุนรัฐบาลยังแข็งแรง เป้าหมายจึงถูกขยับจากการ “ชนะโหวต” ไปสู่การทำให้ประชาชนเห็นภาพการบริหารและข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตอย่างเป็นระบบ

 

ผลสำรวจสวนดุสิตโพลตามข้อมูลที่ให้มา สะท้อนว่า 68% ของประชาชนสนใจติดตามการอภิปราย ขณะที่ประเด็นที่ต้องการให้ฝ่ายค้านตรวจสอบมากที่สุดคือเศรษฐกิจปากท้อง 80% ตามด้วยการทุจริตสอบท้องถิ่น 54% รวมถึงพลังงาน เงินกู้ 400,000 ล้านบาท และการเลือก สว.

 

แต่ตัวเลขที่น่าสนใจอีกด้านคือ 54% ไม่เชื่อว่าการอภิปรายจะสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ 56.99% ต้องการเห็นการติดตามข้อกล่าวหาต่าง ๆ อย่างจริงจังต่อเนื่องหลังการอภิปรายสิ้นสุดลง

 

ตัวเลขสองชุดนี้สะท้อนความย้อนแย้งทางการเมืองอย่างชัดเจน ประชาชนยังอยากเห็นการตรวจสอบ แต่ไม่ได้เชื่อโดยอัตโนมัติว่ากลไกในสภาจะให้คำตอบได้ทั้งหมด

 

ปลายสิงหาคมจึงไม่ใช่เพียงช่วงเวลาที่เหตุการณ์ทางการเมืองหลายเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นพร้อมกัน หากแต่เป็นทางเชื่อมเข้าสู่บททดสอบใหญ่ของรัฐบาลอนุทินในต้นเดือนกันยายน

 

รัฐบาลอาจมีเสียงเพียงพอผ่านงบประมาณ และอาจมีเสียงมากพอเอาชนะญัตติไม่ไว้วางใจ แต่สนามที่วัดด้วยมือในสภาอาจไม่ใช่สนามเดียวที่ต้องชนะ เพราะเมื่อคดี สว. การทุจริตสอบท้องถิ่น การใช้อำนาจรัฐ เศรษฐกิจ และเงินกู้ ถูกนำมาวางบนโต๊ะเดียวกัน คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “รัฐบาลจะรอดหรือไม่”

แต่อยู่ที่ว่า เมื่อม่านศึกซักฟอกปิดลง รัฐบาลจะเหลือความเชื่อมั่นจากประชาชนอยู่เท่าใด

ข่าวล่าสุด

เบื่อโลกออนไลน์? คนรุ่นใหม่หันหา “Soft Socializing” แค่อยากมีใครอยู่ข้างๆ ไม่ต้องคุยก็ได้

เบื่อโลกออนไลน์? คนรุ่นใหม่หันหา “Soft Socializing” แค่อยากมีใครอยู่ข้างๆ ไม่ต้องคุยก็ได้