
CP ยื่นเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน ชี้ติด BOI ลุ้น กพอ.ชี้ชะตา
กลุ่มซีพีแจ้ง รฟท. ขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน อ้างไม่สามารถขอ BOI และออก NTP ได้ เตรียมเสนอ กพอ. ตัดสินใจในเดือนสิงหาคมว่าจะเดินหน้าโครงการหรือยุติสัญญา
KEY
POINTS
- บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่มซีพี) ได้ยื่นหนังสือขอเลิกสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ได้ ทำให้ไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้าง
- อนาคตของโครงการขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งจะพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาภายในเดือนสิงหาคมนี้
- มี 2 ทางเลือกหลักที่ กพอ. จะพิจารณา คือ 1) เดินหน้าแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนตามมติเดิม หรือ 2) ยุติสัญญาร่วมลงทุนตามที่เอกชนเสนอ
- หากมีการเลิกสัญญา จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เนื่องจากสิทธิการเดินรถผูกอยู่กับสัญญาหลัก และ รฟท. ต้องเตรียมแผนรองรับเพื่อให้บริการอย่างต่อเนื่อง
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินกลับมาเผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มกิจการร่วมค้าภายใต้การนำของเครือซีพี และเป็นคู่สัญญาร่วมลงทุนกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ส่งหนังสือแจ้งต่อ รฟท. เพื่อขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามข้อ 6.2 ของสัญญาร่วมลงทุน โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถดำเนินการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงไม่สามารถออกหนังสือเริ่มงานก่อสร้าง (Notice to Proceed: NTP) ได้ ส่งผลให้โครงการไม่สามารถเดินหน้าต่อภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ รฟท. เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ได้รับทราบความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่าง รฟท. และบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด โดยการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2564 หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 เพื่อเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเจรจาต่อเนื่องผ่านหลายรัฐบาล แต่ยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการ รฟท. เปิดเผยว่า ปัจจุบัน รฟท. ได้หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ก่อนสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยมี 2 ทางเลือกหลัก ได้แก่ การเดินหน้าแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ. และคณะรัฐมนตรีเดิม ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบก็จะเข้าสู่ขั้นตอนเสนอ ครม. เพื่ออนุมัติและลงนามแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน หรืออีกทางเลือกคือการยุติสัญญาร่วมลงทุน หาก กพอ. เห็นว่าไม่สามารถดำเนินการแก้ไขสัญญาได้
ทั้งนี้ บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ได้ยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ขอเจรจาเพื่อยุติสัญญาต่อ รฟท. ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่า หากไม่มีการแก้ไขสัญญา ก็ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
ในขั้นตอนถัดไป รฟท. จะนำผลการเจรจาเสนอคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุนในการประชุมวันที่ 15 กรกฎาคม ก่อนส่งต่อให้คณะกรรมการกำกับโครงการพิจารณาภายในเดือนกรกฎาคม และเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กพอ. ภายในเดือนสิงหาคม เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและกำหนดทิศทางของโครงการในระยะต่อไป
นายอนันต์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากโครงการต้องสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือการบริหารจัดการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เนื่องจากสิทธิการเดินรถของเอกชนผูกพันอยู่กับสัญญาหลัก โดยสัญญาจ้างเดินรถปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2569 รฟท. จึงอยู่ระหว่างจัดทำแผนรองรับเพื่อให้บริการประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยอาจต้องหารือกับเอกชนถึงรูปแบบการบริหารเดินรถในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งยังต้องพิจารณารายละเอียดด้านกฎหมายอย่างรอบคอบ
สำหรับประเด็นการเยียวยาค่าใช้จ่ายที่บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด อ้างว่าได้ลงทุนไปแล้วนั้น รฟท. อยู่ระหว่างตรวจสอบตัวเลขร่วมกับฝ่ายการเงิน เนื่องจากยังต้องคำนวณค่าใช้จ่าย รายได้ที่เกิดขึ้น รวมถึงดอกเบี้ยและรายการหักลบต่าง ๆ ก่อนสรุปยอดที่ชัดเจนเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
เป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร เชื่อมท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา โดยภาครัฐคาดหวังให้เป็นโครงข่ายคมนาคมหลักในการยกระดับศักยภาพการเดินทาง การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่ EEC รวมถึงเชื่อมโยงกับโครงการเมืองการบินภาคตะวันออกและสนามบินอู่ตะเภาในอนาคต
โครงการดังกล่าวลงนามสัญญาร่วมลงทุนเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ซึ่งเป็นกลุ่มกิจการร่วมค้าภายใต้การนำของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2.24 แสนล้านบาท และได้รับสิทธิในการบริหารเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ควบคู่ไปกับการก่อสร้างและเดินรถไฟความเร็วสูงตลอดอายุสัมปทาน 50 ปี
อย่างไรก็ตาม หลังการลงนามสัญญา โครงการต้องเผชิญอุปสรรคหลายด้าน ทั้งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง การออกหนังสือเริ่มงาน (Notice to Proceed: NTP) รวมถึงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ส่งผลให้ภาครัฐและเอกชนต้องเจรจาแก้ไขเงื่อนไขสัญญามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ จนนำไปสู่การที่บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด แจ้งขอใช้สิทธิ์เลิกสัญญาตามเงื่อนไขของสัญญาร่วมลงทุน







