
พลังงานหมุนเวียนอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไทยไม่มี Smart Grid!
Net Zero ไม่ใช่เพียงเป้าหมายลดโลกร้อน แต่คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่กำหนดอนาคตการแข่งขันของประเทศ ชวนวิเคราะห์ทำไมไทยจึงไม่มีทางเลือก นอกจากเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
KEY
POINTS
- พลังงานหมุนเวียนมีความไม่สม่ำเสมอและไม่เสถียร การเพิ่มสัดส่วนในระบบไฟฟ้าแบบดั้งเดิมอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบโดยรวม
- Smart Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ คือหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ ช่วยสร้างสมดุลและทำให้ระบบมีความเสถียรพอที่จะรองรับพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูงได้
- ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เป็นอีกองค์ประกอบที่จำเป็น ทำหน้าที่กักเก็บพลังงานส่วนเกินจากพลังงานหมุนเวียนไว้ใช้ในช่วงเวลาที่ต้องการ ทำให้ใช้ประโยชน์จากพลังงานสะอาดได้เต็มประสิทธิภาพ
- การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ต้องการพลังงานสะอาด และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หากในอดีตนักลงทุนต่างชาติเลือกประเทศจากต้นทุนแรงงาน สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรม วันนี้เงื่อนไขการตัดสินใจได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ "พลังงานสะอาด" กำลังกลายเป็นปัจจัยลำดับต้น ๆ ที่บริษัทระดับโลกใช้ประเมินศักยภาพของประเทศปลายทางในการลงทุน
บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ต่างมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง หลายบริษัทประกาศใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายใต้แนวคิด RE100 และกำหนดให้ซัพพลายเออร์ต้องลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น ประเทศที่ยังไม่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดได้เพียงพอ หรือยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบในการเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียว ย่อมมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนใหม่
ในมุมนี้ "การปฏิรูปพลังงาน" จึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านพลังงานอีกต่อไป แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) วางไว้ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่กำหนดให้การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของการพัฒนาประเทศ
โครงสร้างพลังงานไทยกำลังเผชิญ "แรงกดดันรอบด้าน"
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ระบบพลังงานของประเทศไทยมีจุดแข็งคือความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับมีข้อจำกัดสำคัญ คือการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งยังเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า
โมเดลดังกล่าวเคยเหมาะสมกับการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีต แต่กำลังเผชิญความท้าทายใหม่จากหลายปัจจัยพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาพลังงานโลก ต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น การกำหนดราคาคาร์บอนในหลายประเทศ และความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดจากภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตระลอกใหม่ จากการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบคลาวด์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาล หากระบบไฟฟ้ายังผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ประเทศก็จะเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป
ด้วยเหตุนี้ สศช. จึงเสนอให้เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อให้ระบบพลังงานไทยสามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างยั่งยืน
พลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มี Smart Grid
การเพิ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมอาจเป็นภาพที่หลายคนคุ้นเคยเมื่อพูดถึงการลดคาร์บอน แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะพลังงานหมุนเวียนมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงเวลาที่มีแสงแดดหรือกระแสลม
หากระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังทำงานแบบเดิม การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนสูงอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าได้
ด้วยเหตุนี้ "Smart Grid" หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพราะเป็นระบบที่สามารถบริหารจัดการการผลิต การส่ง และการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ผลิต ผู้ใช้ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อให้เกิดความสมดุลของทั้งระบบ (อ่านรายละเอียด: กฟผ.ชู VPP โรงไฟฟ้าเสมือน พลิกโฉมโครงข่ายไฟฟ้าไทยสู่ยุคพลังงานสะอาด)
Smart Grid ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลายเป็น "Prosumer" หรือผู้ที่สามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าได้ในเวลาเดียวกัน เช่น โรงงานที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรืออาคารสำนักงานที่สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงานของประเทศในระยะยาว
Energy Storage ตัวแปรสำคัญของระบบไฟฟ้ายุคใหม่
อีกองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้คือระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ซึ่งเปรียบเสมือน "แบตเตอรี่ของประเทศ"
ระบบดังกล่าวทำหน้าที่เก็บพลังงานที่ผลิตได้ในช่วงเวลาที่มีไฟฟ้าเหลือใช้ และจ่ายกลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าฟอสซิลในช่วงพีก และช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
สำหรับประเทศไทย การลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในทศวรรษหน้า เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิตบนกระดาษ
เปิดตลาดไฟฟ้า คือการเพิ่มทางเลือกให้เศรษฐกิจ
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถซื้อไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตได้โดยตรง ผ่านรูปแบบที่เรียกว่า Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม: Direct PPA จากพลังงานสะอาดสำหรับธุรกิจ Data Center และการสนับสนุนของไทย)
ระบบนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนโดยตรง แทนที่จะซื้อผ่านระบบแบบดั้งเดิมเพียงช่องทางเดียว ส่งผลให้บริษัทขนาดใหญ่สามารถตอบโจทย์ด้าน ESG และข้อกำหนดของลูกค้าต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
ในทำนองเดียวกัน แนวคิด Third Party Access (TPA) ซึ่งเปิดให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายอื่นสามารถใช้โครงข่ายสายส่งของรัฐในการส่งไฟฟ้าไปยังลูกค้า ก็ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะเพิ่มการแข่งขันในตลาดไฟฟ้า ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงพลังงานสะอาด และช่วยให้ระบบไฟฟ้ามีความยืดหยุ่นมากขึ้น (อ่านรายละเอียด: ส่อง “ร่างข้อกำหนด TPA Code” กลไกปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้าไทยสู่การแข่งขันเสรี)
แม้การดำเนินการทั้งสองแนวทางยังต้องอาศัยการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบอีกหลายด้าน แต่ก็สะท้อนทิศทางใหม่ของระบบพลังงานไทย ที่กำลังขยับจากโครงสร้างรวมศูนย์ไปสู่ระบบที่เปิดกว้างและมีการแข่งขันมากขึ้น
ค่าไฟที่แข่งขันได้ ต้องมาจาก "ประสิทธิภาพ" ไม่ใช่การอุดหนุน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่าไฟฟ้าเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ แต่หากมองในระยะยาว การทำให้ค่าไฟมีเสถียรภาพไม่อาจพึ่งพามาตรการอุดหนุนเพียงอย่างเดียว
ทางออกที่ยั่งยืนคือการยกระดับประสิทธิภาพของระบบพลังงานทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การวางแผนกำลังการผลิต การบริหารเชื้อเพลิง การลดการสูญเสียในระบบสายส่ง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคาร โรงงาน และเครื่องจักร รวมถึงการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการพลังงาน
สศช. จึงเสนอให้เร่งปรับระบบตลาดพลังงานและโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียนเป็นไปตามกลไกราคาที่เป็นธรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศโดยรวม
พลังงานคือ "โครงสร้างพื้นฐาน" ของเศรษฐกิจสีเขียว
สาระสำคัญของข้อเสนอในร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องไม่ถูกมองเป็นภาระของภาคพลังงานเพียงลำพัง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
เมื่อโลกกำลังแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีสะอาด การผลิตคาร์บอนต่ำ และห่วงโซ่อุปทานสีเขียว ระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เปิดกว้าง และรองรับพลังงานหมุนเวียนได้ในสัดส่วนสูง จะกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ดังนั้น การลงทุนใน Smart Grid ระบบกักเก็บพลังงาน การเปิดตลาดไฟฟ้า และการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จึงไม่ใช่เพียงโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน หากแต่เป็น "การลงทุนเพื่ออนาคตของเศรษฐกิจไทย" ที่จะกำหนดว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในภูมิภาค หรือจะตกขบวนการแข่งขันครั้งสำคัญของโลกในศตวรรษที่ 21
ข้อมูลจากเอกสารการบรรยายเรื่อง "ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันภายใต้เส้นทาง Net Zero" โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569







