
หนุ่ม HR ฝันมีเงินล้าน ปั้น "พาสต้า อาม่า-ปูนแดง แกงร้อน" ขายให้ได้ถึงพันล้าน
"ผมอยากรวยครับ" จากอดีตหนุ่ม HR เงินเดือน 13,000 อยากมีเงินล้าน เริ่มจากขายน้ำผลไม้ส่งตรงจากเชียงใหม่ สู่การปั้น พาสต้า อาม่า - ปูนแดง แกงร้อน จนสร้างรายได้ 400 ล้านบาท
KEY
POINTS
- "ผมอยากรวยครับ" จากอดีตหนุ่ม HR เงินเดือน 13,000 อยากมีเงินล้าน
- เริ่มจากขายน้ำผลไม้ส่งตรงจากเชียงใหม่ สู่การปั้น พาสต้า อาม่า - ปูนแดง แกงร้อน จนสร้างรายได้รวม 400 ล้านบาท
- พร้อมคว้ามิชลิน ภายในปีเดียว ฝันใหญ่ แตะพันล้านในอีก 3 ปี
ไม่ง่ายนักที่พนักงานประจำ จะมีเงินเก็บถึงล้าน ด้วยเงินเดือนที่ได้รับแต่ละเดือน "จีรภัทร ศรีทองคำ" ผู้ก่อตั้งแบรนด์ พาสต้า อาม่า (PASTA AMA) เมื่อราว ๆ สิบปีก่อน ตัดสินใจทำงานที่สอง ด้วยการเริ่มต้นธุรกิจขายน้ำจนมีเงินเก็บถึง 2 ล้านใน 5 ปี
ก่อนจะกลายเป็นเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารดังอย่าง "พาสต้า อาม่า" (Pasta Ama) และมีแบรนด์ใหม่ในเครืออย่าง “Karamizu” ร้านขนมทิรามิสุ และ “ปูนแดง แกงร้อน” ร้านอาหารไทย-ล้านนาจากเชียงใหม่ ที่ไปถึงระดับมิชลินภายใน 1 ปี
จากเงินเดือน 13,000 สู่การไล่ล่าความฝัน
หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 8-10 ปีก่อน "จีรภัทร" ก็ไม่ต่างจากมนุษย์เงินเดือนทั่วไป เขาเป็นพนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ทำงานประจำในออฟฟิศ มีเงินเดือน มีหน้าที่การงาน แต่ในใจมีเป้าหมายอยู่เพียงข้อเดียวคือ
"ผมอยากรวยครับ... อยากสบาย"
คำตอบของเขาสั้น ตรง และไม่อ้อมค้อม เพราะชีวิตในวันนั้นไม่ได้มีต้นทุนอะไรให้ต่อยอด ที่บ้านไม่ได้ทำธุรกิจ คุณเขาพ่อรับราชการ ส่วนคุณแม่ขายก๋วยเตี๋ยวกับอาหารตามสั่ง ทรัพย์สินที่มีติดตัวก็มีเพียงรถมอเตอร์ไซค์หนึ่งคันเท่านั้น
เขาเล่าให้ฟังว่า หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาจิตวิทยาได้เริ่มทำงานทันที ด้วยเงินเดือน 13,000 บาท ทั้งที่ในช่วงเวลานั้น เงินเดือนเฉลี่ยของตลาดอยู่ราว 15,000 บาท
"ผมว่ามันไม่เป็นไรครับ มันคือ Excellence เราได้เรียนรู้มากกว่า ผมรู้ว่าตัวเองมีเป้าหมาย ผมอยากมีเงิน ผมอยากรวย ผมว่าทุกคนก็อยากมีเงินใช่ไหมครับ คำว่าสบาย สำหรับผมนะ มันก็ต้องมีตัว M ขึ้นต้น ก็คือ Money ครับ"
ตั้งเป้า 2 ล้านบาท แล้วทำทุกวิถีทางให้ไปถึง
จีรภัทรบอกว่า เขาตั้งเป้าหมายกับตัวเองไว้ตั้งแต่แรกว่า เขาต้องมีเงินเก็บถึง 2 ล้านบาท ภายใน 5 ปี แต่เมื่อหันกลับมามองเงินเดือนตัวเองที่อยู่เพียง หลักหมื่น ไม่ถึงสองหมื่นด้วยซ้ำ เขารู้ทันทีว่า ถ้าใช้วิธีเก็บเงินจากงานประจำเพียงอย่างเดียว เป้าหมายนี้ไม่มีวันเกิดขึ้น
"เก็บยังไงก็เป็นไปไม่ได้ครับ"
ดังนั้น คำตอบจึงมีเพียงข้อเดียว "ทำอะไรก็ได้ที่หาเงินได้ ทำหมดครับ ตอนนั้นกระหายมาก"
งานประจำในฐานะ HR ทำให้เขาต้องดูแลพื้นที่ภาคเหนือ เดินทางแทบทุกสัปดาห์ แต่ทุกครั้งที่เดินทาง เขาไม่เคยปล่อยเวลาให้เสียเปล่า
น้ำขวดละ 30 บาท ที่เปลี่ยนชีวิต
จีรภัทรเริ่มหา Second Job ธุรกิจแรกของเขาคือขายน้ำเสาวรส เขาเลือกเสาวรสเพราะที่เชียงใหม่มีราคาถูก และในขณะนั้นคู่แข่งในตลาดที่ผลิตน้ำเสาวรสยังมีไม่มากนักและยังมีน้ำ มะนาว และมะตูม ด้วยราคา 30 บาท
กลางวันทำงานประจำ ตั้งแต่ 8.30-17.00 น. พอเลิกงานก็ออกไปหาลูกค้าเอง เดินขายเอง ติดต่อร้านค้าเอง เน้นตลาด B2B โดยทำหน้าที่วิ่งหาลูกค้าด้วยตัวเอง โทรศัพท์หาลูกค้านับร้อยราย จนสร้างฐานลูกค้าและรายได้เสริมให้เขาได้ในระดับที่น่าพอใจ
เมื่อย้ายมาทำงานที่กรุงเทพฯ เขาเน้นขายน้ำเสาวรสเพียงอย่างเดียว โดยใช้วิธีไล่โทรหาแบรนด์ร้านอาหารต่าง ๆ มากเป็นร้อยเจ้า จนสามารถนำสินค้าไปวางขายหลังร้านให้กับแบรนด์ดังในเซ็นทรัลเวิลด์ได้ถึง 7 แบรนด์ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นของเขา
"ผมขายให้ร้านค้าในราคาขวดละประมาณ 70 บาท ซึ่งร้านสามารถนำไปแบ่งเทขายได้ถึง 5 แก้ว (แก้วละ 80-90 บาท) ทำให้ร้านได้กำไรสูงและไม่มีความเสี่ยง"
จากการขายน้ำผลไม้ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้เสริมได้ถึง เดือนละ 100,000 บาท และธุรกิจนี้เองที่ทำให้เขาสามารถเก็บเงินได้ 2 ล้านบาทภายใน 5 ปี ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
จากคนชอบกินสปาเกตตี... สู่เจ้าของแบรนด์ "พาสต้า อาม่า"
จนมาถึงจุดหนึ่ง มีคำหนึ่งฉุกคิดขึ้นมาว่า "ทำไมเราทำให้เขารวย แต่ไม่ทำตัวเองให้รวยบ้าง"
ผมเลยตัดสินใจลาออกในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงหลังโควิด พอดี ตอนนั้น "ผมชอบกินสปาเกตตีมากครับ"
เขาสังเกตเห็นว่าคนไทยนิยมอาหารประเภทนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเริ่มมองเห็นโอกาส
"ผมไม่รู้หรอกครับว่าอะไรจะทำให้ Success แต่รู้ว่า... คนไทยซื้อเยอะจัง ก็เลยหยิบตัวนี้ขึ้นมาทำเป็นแบรนด์"
แม้จะไม่เคยเรียนทำอาหาร ไม่ได้จบด้านการโรงแรม หรือผ่านโรงเรียนสอนเชฟมาก่อน แต่เขาเชื่อว่า ถ้าอยากทำ ก็ต้องเรียนรู้ ก็เลยเป็นการเปิด พาสต้า อาม่า เริ่มจากร้านเล็ก ๆ 5 โต๊ะที่ราชเทวี แต่ค่าเช่าเดือนละหมื่นกว่าบาท
"ผมไม่ได้จบเชฟ ผมเรียนรู้สูตรจาก YouTube และคิดค้นเองตามความชอบ คอนเซปต์คืออาหารตะวันตกผสมตะวันออก เป็นพาสต้าฟิวชันสำหรับคนไทย"
ทำให้ พาสต้า อาม่า ค่อยๆ ประสบความสำเร็จ จนมีรายได้หลักร้าน
แต่การเติบโตของธุรกิจไม่ได้หยุดที่แบรนด์เดียว จีรภัทรเร่งขยายพอร์ตโฟลิโอไปในธุรกิจของหวาน แตกแบรนด์ใหม่ “Karamizu” ร้านขนมทิรามิสุ ก่อนที่ปี 2569 นี้ จะวนกลับมาที่ความเชี่ยวชาญของตนเองคือร้านอาหาร อย่าง “ปูนแดง แกงร้อน” แบรนด์ร้านอาหารไทย-ล้านนาจากเชียงใหม่
"ปูนแดง แกงร้อน" สูตรอาหารแม่ ที่พาไปถึงมิชลิน
หลังจากสร้างชื่อจาก พาสต้า อาม่า จีรภัทรมองหาโจทย์ใหม่ คราวนี้เขาไม่ได้เลือกอาหารตะวันตก แต่หันกลับไปหา "รสมือแม่" ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก
"ผมอยากเอารสชาติอาหารที่คุณแม่ทำกินในบ้าน มาแต่งตัวใหม่ ทำแบรนด์ให้คนเข้าถึง"
นั่นคือจุดเริ่มต้นของ "ปูนแดง แกงร้อน" ร้านอาหารไทย-ล้านนาที่หยิบสูตรอาหารในครอบครัวมาปรับภาพลักษณ์ใหม่ แต่ยังคงรสชาติแบบอาหารบ้านไว้เหมือนเดิม แม้แต่ชื่อร้านก็มีที่มาจากภูมิปัญญาในครัวไทย
เขาเล่าว่า เวลาจะทำของทอดให้กรอบนาน ต้องใช้น้ำปูนใส ซึ่งน้ำปูนใสก็มาจากปูนแดง แค่นั้นเลยครับ ก็เลยกลายเป็นชื่อ ปูนแดง แกงร้อน
เปิดได้ปีเดียว คว้ามิชลิน
ไม่นานหลังเปิดร้าน เรื่องที่ไม่เคยคาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะสามารถคว้ามิชลินได้เพียง 1 ปี
จีรภัทรยอมรับว่า ตอนที่ได้รับข่าวยังรู้สึกงงและเซอร์ไพรส์ เพราะไม่ได้ส่งร้านเข้าประกวดหรือคาดหวังรางวัลใด ๆ
"ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ วันที่ได้รับคือเซอร์ไพรส์มาก มีกล่องพัสดุส่งมา เปิดออกมาก็เป็นป้ายสีแดงของมิชลิน"
เมนูที่ได้รับการแนะนำคือ "หมูผัดสมหวัง" และ "กุ้งฝอยคั่วพริกเกลือ" ซึ่งยังคงใช้เทคนิคการทำอาหารแบบไทย ๆ ที่สืบทอดกันมา
"กุ้งฝอยคั่วพริกเกลือ เราใช้น้ำปูนใสด้วยครับ มันช่วยให้แป้งเกาะดี แล้วก็กรอบนาน"
ปัจจุบัน "ปูนแดง แกงร้อน" มีทั้งหมด 3 สาขา ได้แก่ สาทร บางนา และเชียงใหม่ โดยสาขาบางนาซึ่งเป็นแฟลกชิปสโตร์ มีพื้นที่ประมาณ 150 ตารางเมตร รองรับลูกค้าได้ราว 80 ที่นั่ง
เป้าหมายต่อไป... 1,000 ล้านบาทใน 3 ปี
จากวันที่เริ่มต้นด้วยเงินเดือน 13,000 บาท วันนี้จีรภัทรดูแลพนักงานเกือบ 400 ชีวิต
ตลอดปีที่ผ่านมา ทั้ง 3 แบรนด์สร้างรายได้รวมประมาณ 400 ล้านบาท แต่สำหรับจีรภัทร เขามองว่ายังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
"เป้าหมายต่อไป ผมอยากทำยอดขายให้ถึง 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปีครับ"
แผนต่อจากนี้คือการขยาย "ปูนแดง แกงร้อน" เพิ่มอีก 4-5 สาขาในทำเลศักยภาพ พร้อมเปิดตัวแบรนด์ร้านอาหารใหม่ในกลุ่มเมนูร้อนภายในเร็ว ๆ นี้
เขามองว่า การเติบโตจากธุรกิจร้านอาหารหลักร้อยล้านไปสู่ระดับพันล้าน ไม่ได้วัดกันแค่รสชาติอาหาร แต่ต้องมีระบบบริหารที่แข็งแรงรองรับ
เมื่อถามว่ามีอะไรอยากฝากถึงผู้ประกอบการรุ่นใหม่ จีรภัทรตอบทันทีว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการรู้จักตัวเอง และอย่าหยุดปรับตัว
"อันดับแรก ต้องรู้จักตัวเองให้ดีที่สุด"
"ข้อสอง ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์"
"แล้วที่สำคัญที่สุด คือปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี และปรับตัวให้ทันไทมิ่ง หรือจังหวะเวลาของธุรกิจ"
ก่อนจบบทสนทนา เขาฝากคำขอบคุณถึงคนที่ทำให้ทุกแบรนด์เดินทางมาถึงวันนี้
"สุดท้ายต้องขอบคุณลูกค้าครับ ขอบคุณลูกค้าที่ไม่รู้จักเรา แต่เลือกที่จะลอง จากนี้ สิ่งที่ผมทำได้คือรักษามาตรฐาน รักษาคุณภาพ และใส่ใจในทุกรายละเอียดให้ดีที่สุดครับ"







