
อินโดฯ เจ๋งใช้ไบโอดีเซล B50 เต็มรูปแบบ ลดนำเข้าน้ำมัน เสริมแกร่งเศรษฐกิจ
อินโดนีเซียยกระดับใช้น้ำมันไบโอดีเซล B50 เป็นชาติแรกในอาเซียน หวังลดนำเข้าน้ำมัน ประหยัดเงินตราต่างประเทศ เสริมความมั่นคงพลังงานและลดความเปราะบางของเศรษฐกิจ
KEY
POINTS
- อินโดนีเซียเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่บังคับใช้น้ำมันไบโอดีเซล B50 (สัดส่วนน้ำมันปาล์ม 50%) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
- นโยบายนี้ใช้ประโยชน์จากการที่อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อนำวัตถุดิบในประเทศมาทดแทนการนำเข้าน้ำมันดีเซลที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
- การใช้ B50 คาดว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ โดยประหยัดเงินตราต่างประเทศได้มหาศาล ปรับปรุงดุลการค้าให้ดีขึ้น และลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียห์
ข้อมูลจากเพจศูนย์วิจัยกสิกรไทย KResearch เผยอินโดนีเซียเดินหน้ายกระดับการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B50 อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นับเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่กำหนดให้ใช้น้ำมันดีเซลผสมไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมันในสัดส่วน 50% โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน เพิ่มการใช้ทรัพยากรพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศ
แม้อินโดนีเซียจะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของอาเซียน แต่กำลังการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยในปี 2567 ผลิตน้ำมันได้เฉลี่ยเพียง 0.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่การบริโภคอยู่ที่ 1.63 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือสามารถผลิตได้เพียงครึ่งหนึ่งของความต้องการ ส่งผลให้ต้องนำเข้าน้ำมันสุทธิราว 700,000-800,000 บาร์เรลต่อวัน รวมถึงนำเข้าน้ำมันดีเซลประมาณ 4.9 ล้านกิโลลิตรต่อปี คิดเป็น 10.5% ของการใช้ดีเซลทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนนำเข้าพลังงานจึงเพิ่มขึ้น กระทบดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินรูเปียห์ และฐานะการคลังของประเทศ โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 อินโดนีเซียมีดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 0.73% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียมีข้อได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นประมาณ 57% ของกำลังการผลิตโลก และยังเป็นผู้ผลิตไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมันอันดับหนึ่งของโลก ทำให้มีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการยกระดับจาก B40 สู่ B50 เพื่อทดแทนน้ำมันดีเซลนำเข้าและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ
รัฐบาลอินโดนีเซียประเมินว่า การใช้ B50 จะช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจผ่านหลายช่องทาง ทั้งการลดการนำเข้าน้ำมันดีเซล ลดความต้องการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในการนำเข้าพลังงาน ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียห์ ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก และบรรเทาภาระการอุดหนุนพลังงานของภาครัฐในช่วงที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง
โดยคาดว่าจะช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศจากการนำเข้าน้ำมันดีเซลได้ราว 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 0.66% ของ GDP ในปี 2569 ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่ฐานะการคลังของประเทศยังเผชิญแรงกดดัน โดยไตรมาสแรกของปีเดียวกัน อินโดนีเซียยังมีดุลการคลังขาดดุล 0.93% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม การผลักดัน B50 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว เนื่องจากอินโดนีเซียยังคงต้องนำเข้าน้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน และก๊าซ LPG อีกเป็นจำนวนมาก
ขณะที่ผลลัพธ์ของนโยบายยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ เช่น ราคาน้ำมันโลก ราคาน้ำมันปาล์ม และความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบาย แม้ B50 จะไม่สามารถทดแทนการนำเข้าพลังงานทั้งหมดได้ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ เสริมภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของอินโดนีเซียในระยะยาว







