
ดูไบทุ่ม 2.2 หมื่นล้าน ฟื้นท่องเที่ยว-ค้าปลีก ลุ้นออเดอร์อาหารไทยพุ่ง
จับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ดูไบ ครึ่งปีหลัง 2569 ทุ่มงบกว่า 2.2 หมื่นล้านบูสต์ท่องเที่ยว-ค้าปลีกครั้งใหญ่ DITP ลุ้นโอกาสออเดอร์อาหารไทยพุ่ง
KEY
POINTS
- จับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ดูไบ ครึ่งปีหลัง 2569 ทุ่มงบกว่า 2.2 หมื่นล้านบูสต์ท่องเที่ยว-ค้าปลีกครั้งใหญ่
- พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้าครอบคลุมพื้นที่ 15 เขต ขยายท่าอากาศยานเพิ่ม เป็นศูนย์กลางการบินใหญ่สุดในโลก
- DITP จับตาลุ้นโอกาสออเดอร์อาหารไทยพุ่ง
ภาพลักษณ์ความหรูหรา เมืองแห่งตึกสูง และการท่องเที่ยวระดับโลก ของ “ดูไบ” วันนี้กำลังจะถูกกระตุ้นฟื้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ด้วยการทุ่มงบราว ๆ กว่า 2.2 หมื่นล้านบาท บูสต์ภาคท่องเที่ยว ค้าปลีก และบริการในช่วงครึ่งปีหลังปี 2569 เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจและรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ขณะที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ประเมินว่า การเร่งกระตุ้นนักท่องเที่ยวและธุรกิจค้าปลีก บริการ ของดูไบ จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความต้องการนำเข้าอาหาร เปิดโอกาสให้สินค้าไทย ทั้งข้าว อาหารทะเล อาหารแปรรูป และเครื่องปรุงรส ขยายการส่งออกสู่ตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มากขึ้น
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายปิติชัย รัตนนาคะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงการติดตามนโยบายของดูไบที่กำลังเร่งพัฒนาการท่องเที่ยว การค้าปลีก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 หลังจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และโอกาสในการส่งออกสินค้าไทย เพื่อรองรับความต้องการที่จะเพิ่มสูงขึ้น
โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานว่า เมื่อต้นเดือน มิ.ย.2569 กรมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวดูไบ (Dubai Department of Economy and Tourism : DET) ได้จัดการประชุม City Briefing มีผู้แทนจากภาคการท่องเที่ยว การบิน การโรงแรม ค้าปลีก และธุรกิจการจัดงาน เข้าร่วมกว่า 1,700 คน
นับเป็นการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อร่วมกันหาแนวทางรักษาโมเมนตัมการเติบโต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวของดูไบ รับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค
ทั้งนี้ ภายใต้แผนการฟื้นฟู ได้มีการเปิดใช้แผนฉุกเฉินและประสานความร่วมมือกับสายการบิน Emirates และ Flydubai เพื่อรักษาความต่อเนื่องของเส้นทางการเดินทางและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และรัฐบาลดูไบยังได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว การโรงแรม และสันทนาการ ประมาณ 680.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท เพื่อดำเนินมาตรการบรรเทาภาระทางการเงินแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์
พร้อมทั้งเร่งรัดกระบวนการด้านกฎระเบียบและการออกใบอนุญาต เป็นการส่งเสริมความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจและรักษาระดับการจ้างงานในภาคเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง
สำหรับกิจกรรมสำคัญที่กำหนดจัดขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ได้แก่ งาน Dubai Summer Surprises จะกลับมาในเดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแสดงความบันเทิง และแคมเปญสนับสนุนภาคธุรกิจร้านอาหาร
รวมถึงงาน Great Dubai Summer Sale และ Summer Restaurant Week ขณะที่งาน Dubai Fitness Challenge จะจัดขึ้นเป็นปีที่ 10 ระหว่างวันที่ 31 ต.ค.–29 พ.ย.2569 เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนและนักท่องเที่ยว
ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้า 15 เขต ขยายท่าอากาศยานเพิ่ม
นอกจากนี้ จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตของรัฐดูไบในอนาคต อาทิ โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสาย Gold Line ระยะทาง 42 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 15 เขต และโครงการขยายท่าอากาศยานนานาชาติ Al Maktoum International Airport มูลค่ากว่า 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการบินที่ใหญ่ที่สุดของโลก
ในส่วนของธุรกิจร้านอาหารและบริการอาหาร ได้รับแรงสนับสนุนจากกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของนครดูไบ อาทิ โครงการ Dubai, A Fine Way to Dine, Dubai Restaurant Week และ Summer Restaurant Week ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
“การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว มีแนวโน้มผลักดันความต้องการบริโภคอาหารและวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น โดยยูเออียังคงพึ่งพาการนำเข้าอาหารมากกว่าร้อยละ 85 ของความต้องการภายในประเทศ
ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวและกิจกรรมด้านอาหาร ย่อมส่งผลให้ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากต่างประเทศขยายตัวตามไปด้วย จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทย
โดยเฉพาะสินค้าอาหารที่ไทยมีศักยภาพและได้รับการยอมรับในตลาดยูเออี อาทิ ข้าว อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เครื่องปรุงรส และวัตถุดิบประกอบอาหาร” นางสาวสุนันทากล่าวทิ้งท้าย







