posttoday
AI รักษาความปลอดภัยในฟุตบอลโลก และสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น

AI รักษาความปลอดภัยในฟุตบอลโลก และสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น

03 กรกฎาคม 2569

ฟุตบอลโลก 2026 ใช้ AI ยกระดับความปลอดภัยด้วยระบบจดจำใบหน้า โดรน และเครือข่ายกล้องอัจฉริยะ แต่ก็จุดกระแสกังวลเรื่องการสอดส่องและสิทธิส่วนบุคคล

KEY

POINTS

  • สหรัฐฯ นำเทคโนโลยี AI มาใช้รักษาความปลอดภัยในฟุตบอลโลก 2026 อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบจดจำใบหน้า โดรนประสิทธิภาพสูง และเครือข่ายกล้องวงจรปิดทั่วเมือง
  • การใช้ AI สอดแนมอย่างเข้มข้น ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ความปลอดภัยของข้อมูลที่อาจรั่วไหล และความคลาดเคลื่อนของเทคโนโลยีที่อาจนำไปสู่การจับกุมผิดตัว
  • ยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อมูล Biometrics จำนวนมหาศาลที่ถูกเก็บรวบรวมไประหว่างการแข่งขันจะถูกจัดการอย่างไรหลังจบงาน ทำให้ขาดความโปร่งใสในการตรวจสอบ

ผ่านกันมาเกินครึ่งทางกับฟุตบอลโลก 2026 หนึ่งในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะหนึ่งในประเทศเจ้าภาพการแข่งขันครั้งนี้อย่างสหรัฐฯ ความพยายามกระตุ้นคนจากทั่วโลกให้เดินทางเข้าไปรับชม ทำให้สหรัฐฯต้องนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ในหลายด้าน เพื่อรองรับการเข้ามาของนักท่องเที่ยวปริมาณมหาศาล

 

วันนี้เราจึงมาพูดถึง AI ที่ถูกนำมาใช้งานในการรักษาความปลอดภัยของฟุตบอลโลกครั้งนี้เสียหน่อย

AI รักษาความปลอดภัยในฟุตบอลโลก และสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น

 

 

 

AI รักษาความปลอดภัยในฟุตบอลโลกปี 2026

 

รัฐบาลสหรัฐฯทุ่มงบประมาณด้านการรักษาความปลอดภัยในงานฟุตบอลโลก 2026 กว่า 1 พันล้านดอลลาร์(ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) เพื่อรักษาความปลอดภัยทั้งในด้านการคมนาคม สนามกีฬา หรือหน่วยยุทธวิธี ทำให้นี่เป็นการจัดสรรงบสำหรับการเฝ้าระวังสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยเทคโนโลยีระดับสูงมากมาย

 

เริ่มต้นจาก ระบบจดจำใบหน้า ที่สนามกีฬาซึ่งทำการแข่งขันมีกล้องเก็บข้อมูล Biometrics ของนักท่องเที่ยวตลอดจนผู้คนในพื้นที่ โดยพื้นฐานแล้วข้อมูลชุดนี้ถูกนำมาเก็บรวบรวมเพื่อค้นหา ระบุ และยืนยันตัวตนกรณีที่อาจมีภัยอันตราย และกำลังถูกผลักดันให้เป็นระบบเฝ้าระวังพื้นฐานในหลายเมือง

 

อันดับถัดมาคือ โดรนประสิทธิภาพสูง เพิ่มความสามารถโดรนโดยอาศัยระบบ AI ในการตรวจจับพื้นที่ทั่วทั้งเมือง พร้อมคุณสมบัติการซูมที่ทรงพลัง สามารถมองเห็นฉลากบนกล่องนมจากระยะห่างกว่า 18 กิโลเมตร พร้อมทำหน้าที่เป็นเสาสัญญาณโทรศัพท์เพื่อดักจับข้อความ ดักฟังการสนทนา หรือแม้แต่ระบุตำแหน่งผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์

 

ที่ต้องพูดถึงเช่นกันคือ เครือข่ายกล้องวงจรปิด ที่ถูกติดตั้งไว้ทั่วเมืองใช้งานควบคู่กับซอฟต์แวร์ AI และระบบภาพถ่ายความร้อน ช่วยในการตรวจจับ ระบุตัวตน และจัดประเภทพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมงานในพื้นที ร่วมกับหุ่นยนต์สุนัขติดกล้อง ที่ช่วยปิดช่องโหว่จุดบอดของกล้องในแต่ละพื้นที่ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตามการนำ AI มาใช้รักษาความปลอดภัยอย่างรอบด้านนี้ก็ก่อให้้้เกิดข้อกังวลในหลายด้านเช่นกัน

 

AI รักษาความปลอดภัยในฟุตบอลโลก และสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น

 

เมื่อมหกรรมกีฬา เป็นข้ออ้างสู่การลิดรอนสิทธิ

 

จริงอยู่ที่ยกเครื่องระบบความปลอดภัยและนำ AI มาใช้งานเพื่อรับมือเทศกาลเพื่อรองรับคนจำนวนมาก ทั้งเพื่อป้องกันเหตุร้าย สกัดกั้นภัยคุกคาม ตลอดจนดูแลฝูงชน แต่หลายภาคส่วนก็แสดงความกังวลในการติดตั้งระบบนี้ เพราะเกรงว่าระบบรักษาความปลอดภัย AI นี้จะถูกนำมาใช้อย่างถาวร จนกลายเป็นการติิดตามการเคลื่อนไหวของพลเมืองไป

 

สิ่งนี้จะก่อให้เกิดปัญหาในหลายด้าน เริ่มจากความปลอดภัยข้อมูล กล้องวงจรปิดเก็บข้อมูล Biometrics จากประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ทั้งใบหน้า การเคลื่อนไหว ตลอดจนพิกัดสมาร์ทโฟน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของภาครัฐ ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางผิดจากเจ้าหน้าที่รัฐแบบเดียวกับโครงการ PRISM ที่ถูกแฉโดย Edward Snowden

 

ที่น่ากังวลพอกันจากเรื่องนี้คือ การรั่วไหลของข้อมูล ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เก็บรวบรวมข้อมูล Biometrics จำนวนมหาศาล ย่อมเป็นเป้าโจมตีของแฮกเกอร์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในยุคที่เราเริ่มนำลายนิ้วมือ ใบหน้า และข้อมูลทางกายภาพมาใช้ยืนยันตัวตน อีกทั้งเรายังไม่สามารถเปลี่ยนมันได้เหมือนอีเมลหรือพาสเวิร์ดด้วย

 

ระบบจดจำใบหน้าด้วย AI เหล่านี้ก็ยังมีความแม่นยำต่ำ มีโอกาสจะเกิดการคลาดเคลื่อนสูงโดยเฉพาะในกลุ่มคนเชื้อชาติอื่น มีโอกาสสูงที่ระบบจะเกิดการจับคู่ผิดหรือมีอาการหลอนทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง จนเสี่ยงกับการทำเกิดการจับกุมผิดตัว แบบเดียวกับคดีของ Robert Williams ในดีทรอยด์ปี 2020

 

เดิมสหรัฐฯนับเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสอดแนมหนาแน่นอยู่แล้ว ด้วยปริมาณกล้องวงจรปิด 15.28 ตัวต่อประชากร 100 คน การอัดฉีดงบประมาณเพิ่มทำให้ภาคประชาสังคมกว่า 120 องค์กร ออกประกาศเตือนการเดินทางแก่ผู้ที่เยือนสหรัฐฯว่า อาจถูกตรวจสอบโซเชียล ค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในหลายด้าน

 

นี่จึงถือเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่งทั้งต่อผู้เดินทางไปเข้าร่วมฟุตบอลโลกและประชากรในพื้นที่

 

 

 

อีกหนึ่งเรื่องน่ากังวลที่สุดคือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลเหล่านี้ ไม่มีการชี้แจงว่าภายหลังจบมหกรรมกีฬาข้อมูลจะไปอยู่ที่ไหนหรือจัดการอย่างไรต่อ ไม่มีการกำกับดูแลแน่ชัด ใครที่มีสิทธิในการเข้าถึงและใช้งานข้อมูลชุดนี้ ตลอดจนไม่มีการตรวจสอบจากภาคประชาชน จึงแทบไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้เลย

 

คงต้องรอดูกันต่อไปในอนาคตว่า ข้อมูลชุดนี้จะถูกนำไปใช้ในทิศทางใด

 

 

 

 ที่มา

 

https://theconversation.com/world-cup-propels-surveillance-to-new-heights-284712

 

https://www.scmp.com/tech/gear/article/3040974/china-most-surveilled-nation-us-has-largest-number-cctv-cameras-capita

 

ข่าวล่าสุด

'อนุทิน' ยันโกงสอบท้องถิ่นไม่ใช่เกมการเมือง โต้ 'เท้ง' ไม่เกี่ยวศึก 'สีน้ำเงิน'

'อนุทิน' ยันโกงสอบท้องถิ่นไม่ใช่เกมการเมือง โต้ 'เท้ง' ไม่เกี่ยวศึก 'สีน้ำเงิน'