
UN ชี้ AI กระจุกตัวแค่ชาติมหาอำนาจ ส่อขยายปมเหลื่อมล้ำทั่วโลก
UN เตือน "AI" โตเร็วแต่ไร้กฎเกณฑ์ ซ้ำเติมช่องว่างความเหลื่อมล้ำทั่วโลก แนะสร้างกรอบคุม ป้องกันมหาอำนาจผูกขาดเทคโนโลยี
องค์การสหประชาชาติ (UN) เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ เตือนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบันอาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำด้าน AI ทั่วโลกให้รุนแรงขึ้น หากรัฐบาลยังคงปล่อยให้การลงทุนและการเข้าถึงเทคโนโลยีนี้เติบโตอย่างไม่เท่าเทียม
อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แสดงความกังวลว่า ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลโดยปราศจากกฎเกณฑ์ควบคุมร่วมกัน รัฐบาลและประชาชนก็จะยิ่งสูญเสียอำนาจในการกำหนดทิศทางอนาคตของตนเองมากขึ้นเท่านั้น
"สารที่เราต้องการส่งถึงทุกรัฐบาลคือ อย่ารอช้า เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตแล้ว เราไม่อาจอ้างความไม่รู้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้อีกต่อไป" เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวย้ำ
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระระดับโลก 40 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อทำหน้าที่เป็นองค์กรวิทยาศาสตร์ระดับโลกด้าน AI แห่งแรก
เนื้อหารายงานชี้ให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลของ AI ในการพลิกโฉมภาคเกษตรกรรมและการศึกษา แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนถึงความเสี่ยงร้ายแรง หากผู้ไม่หวังดีนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การฉ้อโกง หรือการแทรกแซงการเลือกตั้ง
ประเด็นสำคัญที่รายงานเน้นย้ำคือ การมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม ประเทศที่พึ่งพาโมเดล AI ระดับแนวหน้า รวมถึงระบบคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลจากต่างชาติ อาจได้ใช้งานเทคโนโลยีล้ำสมัย
แต่ต้องแลกมากับการสูญเสียอำนาจในการควบคุมมาตรฐานและระบบรักษาความปลอดภัย ตลอดจนสูญเสียขีดความสามารถในการปรับแต่งเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับบริบทและวัฒนธรรมของตนเอง
มาเรีย เรสซา ผู้สื่อข่าวเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และประธานร่วมของคณะทำงานชุดนี้ ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนา AI กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว อำนาจถูกผูกขาดอยู่ในมือคนกลุ่มน้อย และยังไม่มีหลักประกันใดว่ามนุษย์จะสามารถควบคุมเทคโนโลยีนี้ได้
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวได้รับการเผยแพร่เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ UN จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกว่าด้วยการกำกับดูแล AI สำหรับรัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก
สหรัฐฯ และจีน ผูกขาดโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
แม้ปัจจุบันจะมีผู้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกมากกว่า 1 พันล้านคนต่อสัปดาห์ แต่การเข้าถึงและรูปแบบการใช้งานกลับมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) ที่ยังมีอัตราการเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีตามหลังกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Global North) อยู่อย่างมาก
สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐอเมริกาและจีนกำลังครองความเป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งในด้านการพัฒนาโมเดลระดับแนวหน้า (Leading Models) และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลข้อมูล (Compute Infrastructure) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ หน่วยความจำ ระบบเครือข่าย ไปจนถึงศูนย์จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่
รายงานระบุอย่างชัดเจนว่า การผูกขาดเทคโนโลยีที่กระจุกตัวอยู่ในมือของบริษัทเอกชนและประเทศเพียงไม่กี่แห่ง อาจเปิดช่องให้ระบอบอำนาจนิยมเข้ามาแทรกแซง และบ่อนทำลายความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ อุปสรรคด้านภาษาและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ไม่ครอบคลุม ยิ่งเป็นปัจจัยเร่งให้ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) รุนแรงมากยิ่งขึ้น
กลยุทธ์ลดช่องว่างและเสริมศักยภาพการควบคุมเทคโนโลยี
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว รายงานฉบับนี้ได้วางแนวทางให้ประเทศสมาชิกสามารถคว้าโอกาสทางเศรษฐกิจและป้องกันภัยคุกคามทางเทคโนโลยีไปพร้อมกัน โดยเสนอแนะให้ประเทศที่ยังขาดความพร้อมเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
- เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ: ผลักดันการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) เป็นของตนเอง และจัดหาแหล่งพลังงานที่รองรับได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยต้องบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องทรัพยากรน้ำและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กันไป
- ยกระดับความรู้เท่าทัน AI (AI Literacy): วางรากฐานความเข้าใจเทคโนโลยีตั้งแต่ในระบบการศึกษา ไปจนถึงการยกระดับทักษะบุคลากรในภาคธุรกิจ
- ส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรม: สนับสนุนกลุ่มนักพัฒนา ควบคู่ไปกับการจัดตั้งสถาบันความปลอดภัยด้าน AI (AI Safety Institutes)
- วางยุทธศาสตร์ต่อต้านข้อมูลเท็จ: สร้างกลไกป้องกันและรับมือกับปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูล (Disinformation) อย่างเป็นระบบและรัดกุม
- ตรวจสอบและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง: จัดให้มีการทดสอบระบบในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์จริงกับผู้ใช้งาน ภายหลังจากเปิดให้บริการโมเดล AI สู่สาธารณะ
นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญว่า หลายประเทศรวมถึงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า ยังคงเผชิญภาวะขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่จะเข้ามาประเมินความปลอดภัยของโมเดล AI ระดับแนวหน้า (Frontier Models) ตลอดจนบุคลากรที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์กำกับดูแลอย่างจริงจัง
คณะผู้เชี่ยวชาญทั้ง 40 คน ยืนยันว่ารายงานฉบับนี้ถือเป็น "ก้าวแรกของโลก" ในการบูรณาการความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่าองค์การสหประชาชาติคือเวทีสากลที่เหมาะสมที่สุดในการรับมือกับความเสี่ยงระดับโลกที่ไร้พรมแดน
เนื่องจากมีกลไกการทำงานที่ยึดหลักวิทยาศาสตร์และผลประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก โดยไม่ผูกติดกับขั้วอำนาจทางการเมือง การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกประเทศก้าวข้ามวิกฤตความเหลื่อมล้ำด้าน AI และสามารถกำหนดทิศทางอนาคตของชาติตนเองได้อย่างแท้จริง







