posttoday
หอการค้าเตือนวิกฤตน้ำมันโลก จี้รัฐเพิ่มคลังสำรอง-อุดหนุนเฉพาะกลุ่ม

หอการค้าเตือนวิกฤตน้ำมันโลก จี้รัฐเพิ่มคลังสำรอง-อุดหนุนเฉพาะกลุ่ม

18 พฤษภาคม 2569

หอการค้าไทยชี้สงครามตะวันออกกลางเสี่ยงกระทบพลังงานโลก แนะรัฐเร่งทำแผนฉุกเฉิน เพิ่มคลังสำรองน้ำมัน และใช้ Targeted Subsidy ดูแลกลุ่มเปราะบาง

KEY

POINTS

  • หอการค้าไทยเตือนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ จากวิกฤตน้ำมันโลกที่เกิดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันมายังเอเชียโดยตรง
  • เสนอให้รัฐบาลเร่งจัดทำแผนฉุกเฉินด้านพลังงาน และเพิ่มปริมาณการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์หยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน
  • เรียกร้องให้เปลี่ยนนโยบายอุดหนุนพลังงานจากการตรึงราคาทั้งระบบ เป็นการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted Subsidy) ให้กับกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจที่จำเป็น เพื่อลดภาระงบประมาณและช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด

นายสุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และผู้บริหารจาก PTT Public Company Limited กล่าวในเวทีเสวนา “The Big Issue New Solutions ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดโดย ฐานเศรษฐกิจ ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านพลังงานจากทั้งปัญหา “น้ำมันแพง น้ำมันพอ” และ “น้ำมันเถื่อน” ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นหรือลงเท่านั้น แต่คือการบริหาร “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ของประเทศ หากเกิดเหตุรุนแรงหรือการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

 

รองประธานกรรมการหอการค้าไทยระบุว่า แม้บางเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลางจะเริ่มกลับมาเปิดใช้งานได้ แต่ยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทั้งจากทุ่นระเบิดและภัยคุกคามทางทหาร ส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันเรือ ค่าขนส่ง และต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจกลับมาจัดเก็บค่าผ่านทางขนส่งน้ำมันอีกครั้ง หลังในอดีตเคยกำหนดอัตราประมาณ 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือราว 2 ล้านดอลลาร์ต่อเรือหนึ่งลำ หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ

 

นายสุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และผู้บริหารจาก PTT Public Company Limited

 

นายสุรงค์ยังกล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากสงครามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันอย่างน้อย 12 แห่ง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่เสียหายประมาณ 20% และอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานถึง 4-5 ปี ขณะเดียวกัน Chevron Corporation ประเมินว่า หลุมผลิตน้ำมันบางแห่งอาจไม่สามารถกลับมาผลิตได้เต็มประสิทธิภาพหลังหยุดดำเนินการในช่วงสงคราม ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำมันในตลาดโลก

 

รองประธานกรรมการหอการค้าไทยเตือนว่า ปัจจุบันน้ำมันกว่า 80% ที่ส่งออกจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกส่งมายังเอเชีย ดังนั้นหากเกิดการหยุดชะงักในการขนส่ง ประเทศในเอเชียรวมถึงไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากไทยยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งจัดทำ “แผนฉุกเฉินด้านพลังงาน” และเพิ่มศักยภาพคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserve) เพื่อรองรับวิกฤตในอนาคต หลังหลายประเทศทั่วโลกเริ่มดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้อย่างต่อเนื่องจนปริมาณสำรองลดลง

 

หอการค้าเตือนวิกฤตน้ำมันโลก จี้รัฐเพิ่มคลังสำรอง-อุดหนุนเฉพาะกลุ่ม

 

ในด้านการดูแลประชาชน นายสุรงค์มองว่า ภาครัฐควรปรับแนวทางบริหารพลังงานใหม่ โดยคำนึงทั้งเรื่อง “ความเพียงพอ” และ “ความสามารถในการเข้าถึง” ผ่านการกำหนดมาตรการช่วยเหลือที่แตกต่างกันตามกลุ่มผู้ใช้ ทั้งภาคความมั่นคง กลุ่มเปราะบาง และธุรกิจสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน เช่น ภาคโลจิสติกส์ ซึ่งมีต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลัก พร้อมเสนอให้ใช้แนวทาง “Targeted Subsidy” หรือการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม แทนการตรึงราคาพลังงานทั้งระบบ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ควบคุมต้นทุนสินค้า และลดภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว โดยระบุว่า ในอนาคตประเทศไทยอาจไม่สามารถใช้โครงสร้างราคาพลังงานแบบราคาเดียวได้อีกต่อไป

 

สำหรับปัญหาน้ำมันเถื่อน นายสุรงค์อธิบายว่า เกิดขึ้นทั้งจากการหลีกเลี่ยงภาษีและการเคลื่อนย้ายตามกลไกราคา โดย “น้ำมันราคาถูกจะไหลไปหาราคาที่แพงกว่า” หากราคาน้ำมันไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน น้ำมันเถื่อนจะไหลเข้ามาในไทย แต่หากราคาน้ำมันไทยต่ำกว่า ก็จะเกิดการไหลออกนอกประเทศ ซึ่งเห็นได้จากพฤติกรรมบริเวณชายแดน เช่น ด่านสะเดา ที่รถจากมาเลเซียเข้ามาเติมน้ำมันฝั่งไทยก่อนเดินทางกลับ พร้อมยกตัวอย่างมาตรการของ Singapore ที่กำหนดให้รถที่จะเดินทางออกจากประเทศไปยังรัฐยะโฮร์ของMalaysia ต้องมีน้ำมันเหลือในถังไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 เพื่อป้องกันการไหลออกของน้ำมันราคาถูก

 

ทั้งนี้ นายสุรงค์ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความชัดเจนด้านนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะการเปิดเสรีการค้าน้ำมัน เพื่อให้กลไกราคาสอดคล้องกับตลาดโลกและเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น พร้อมย้ำว่า การใช้มาตรการสนับสนุนแบบเฉพาะกลุ่ม หรือ Target Subsidy จะช่วยดูแลทั้งกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจที่จำเป็น อันจะช่วยรักษาต้นทุนสินค้าและเสถียรภาพด้านราคาของประเทศในระยะยาว

ข่าวล่าสุด

สนพ.เร่งสรุปแผน PDP 2026 ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานต้องค่อยเป็นค่อยไป

สนพ.เร่งสรุปแผน PDP 2026 ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานต้องค่อยเป็นค่อยไป