
แกะชุดนโยบายรัฐบาล พยุง SME ไทย ฝ่าคลื่นวิกฤตเศรษฐกิจโลก
เจาะลึกยุทธศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา ของรัฐบาลที่มากกว่าแค่พักหนี้ แต่คือการรื้อโครงสร้างผ่านดิจิทัล เติมทุน 2 แสนล้าน สกัดสินค้านอก และใช้ภาษีสร้างแต้มต่อ เพื่อให้คนตัวเล็กเติบโตได้จริง
ในวันที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ต้นทุนพลังงานยังแกว่งตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะที่ภัยธรรมชาติและการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูกกดดันผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME อย่างหนัก สิ่งที่รัฐบาลเลือกทำในช่วงปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แค่ “การประคองธุรกิจ” ระยะสั้น แต่กำลังพยายามวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ SME ไทยเดินต่อได้ในระยะยาว
ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสภาพคล่อง ภาษี เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาด ภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” ที่ต้องการเร่งเห็นผลเร็ว ควบคู่กับการสร้างแต้มต่อใหม่ให้ธุรกิจไทย
เพราะรัฐบาลมองว่า SME ไม่ใช่เพียงกลุ่มธุรกิจรายย่อย แต่คือฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งการจ้างงาน การผลิต และห่วงโซ่อุปทานของประเทศ
หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกจับตา คือโครงการ “SME Credit Boost” ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการปลดล็อกปัญหาเดิมของผู้ประกอบการไทย นั่นคือ “มีศักยภาพ แต่กู้ไม่ผ่าน”
ที่ผ่านมา SME จำนวนไม่น้อยยังมีคำสั่งซื้อ มีลูกค้า และยังดำเนินธุรกิจต่อได้ แต่ติดข้อจำกัดเรื่องเครดิต หลักประกัน หรือความเสี่ยงที่สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม ทำให้หลายธุรกิจขาดเงินทุนหมุนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
รัฐบาลจึงเลือกใช้แนวทาง “รัฐช่วยรับความเสี่ยง” ผ่านกลไกชดเชยความเสียหายด้านเครดิตวงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นให้เกิดสินเชื่อใหม่ในระบบกว่า 200,000 ล้านบาท เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่การเติมเงินเข้าระบบ แต่คือการทำให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย และลดภาระต้นทุนทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาฟื้นตัวจริง ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่พร้อมภาระหนี้ก้อนเดิม
ยังมีการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ชั่วคราว ก็เป็นอีกเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้เพื่อนำเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบช่วยเหลือลูกหนี้และลดต้นทุนทางการเงินให้ธุรกิจในช่วงเปราะบาง
แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือรัฐบาลไม่ได้หยุดอยู่แค่การ "อุ้มธุรกิจ" เพราะอีกด้านหนึ่งกำลังเร่งสร้าง “แต้มต่อใหม่” ให้ SME ไทยผ่านนโยบาย Digital Transformation อย่างจริงจัง
โลกธุรกิจวันนี้แข่งขันกันมากกว่าราคา ความเร็วในการทำงาน การบริหารข้อมูล และความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัล กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ตัดสินว่าใครจะอยู่รอด
รัฐบาลจึงออกมาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ SME เร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี ทั้งซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และระบบดิจิทัลที่ได้รับการรับรอง โดยเปิดทางให้นำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้สูงกว่าปกติ เพื่อเร่งให้ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเร็วขึ้น
พร้อมกันนี้ กรมสรรพากรยังเดินหน้าโครงการ “พี่ช่วยน้อง” ดึงบริษัทขนาดใหญ่เข้ามาช่วย SME ใน Supply Chain ให้เข้าสู่ระบบ e-Tax Invoice และ e-Receipt มากขึ้น
แม้เรื่องภาษีดิจิทัลอาจดูไกลตัวสำหรับผู้ประกอบการบางราย แต่ในความเป็นจริง การอยู่ในระบบดิจิทัลช่วยเพิ่มทั้งความน่าเชื่อถือ โอกาสเข้าถึงสินเชื่อ และความเร็วในการคืนภาษี ซึ่งล้วนส่งผลต่อสภาพคล่องทางธุรกิจโดยตรง
อีกโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลเริ่มขยับแก้มากขึ้น คือปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าราคาถูก โดยเฉพาะสินค้าที่ทะลักเข้ามาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างประเทศ
มาตรการยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ หรือ DMV จึงถูกมองว่าเป็นการ “กันสินค้านอก-หนุนสินค้าไทย” เพื่อลดความได้เปรียบด้านราคาของสินค้านำเข้า และช่วยให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ใกล้เคียงมากขึ้น
นอกจากนั้น ภาครัฐยังเริ่มใช้กลไกจัดซื้อจัดจ้างเข้ามาช่วย SME มากขึ้น ผ่านการให้แต้มต่อด้านราคาแก่ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับ สสว. และใช้ระบบ e-Tax Invoice ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ที่ต้องการผลักดัน SME เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งกระบวนการ
อีกมาตรการที่ภาคธุรกิจจับตา คือการผลักดันระบบ PromptBiz และ Supply Chain Financing เพื่อแก้ปัญหา “มีงานแต่ไม่มีเงินหมุน” ที่ SME ไทยเผชิญมานาน
ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจำนวนมากแม้มีใบสั่งซื้อจากบริษัทใหญ่หรือหน่วยงานรัฐ แต่กลับนำเอกสารเหล่านั้นไปใช้ขอสินเชื่อได้ยาก ทำให้ขาดสภาพคล่องระหว่างรอรับเงิน
รัฐบาลจึงพยายามเชื่อมข้อมูลการค้า การวางบิล และระบบจัดซื้อจัดจ้างเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ SME ใช้ข้อมูลธุรกิจเป็นหลักฐานเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น และหมุนเงินในระบบได้เร็วกว่าเดิม
เมื่อมองภาพรวม จะเห็นว่านโยบายช่วยเหลือ SME ของรัฐบาลในรอบนี้ ไม่ได้มีแค่การลดภาระระยะสั้น แต่กำลังพยายามสร้าง Ecosystem ใหม่ให้ธุรกิจไทยปรับตัวเข้าสู่โลกเศรษฐกิจยุคใหม่
จากมาตรการพักหนี้ เติมทุน ลดต้นทุน ไปจนถึงการผลักดันดิจิทัลและการเข้าถึงตลาด ทุกอย่างกำลังถูกเชื่อมเข้าหากัน เพื่อเปลี่ยน SME ไทยจาก “ผู้รอความช่วยเหลือ” ให้กลายเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ที่แข่งขันได้จริงในระยะยาว
และโจทย์ต่อจากนี้ อาจไม่ใช่เพียงว่ารัฐจะออกมาตรการอะไรเพิ่มอีก แต่คือทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเข้าถึงมาตรการเหล่านี้ได้จริง และใช้โอกาสครั้งนี้เปลี่ยนผ่านธุรกิจของตัวเองให้ทันเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว







