เปลี่ยนผ่านพลังงาน? ไทยจะช้าแค่ไหนในโลกใหม่ที่ไม่รอใคร
"สนธิรัตน์" ชี้ บทเรียนจากจีนชี้ชัด ประเทศที่เร่งพลังงานไฟฟ้าและหมุนเวียนย่อมเปราะบางน้อยกว่า ไทยยังพึ่งฟอสซิลสูง ถึงเวลาตัดสินใจว่าจะเร่งเปลี่ยนหรือจ่ายแพงขึ้น
เฟซบุ๊กเพจของนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ยุคลุงตู่) และอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ได้กล่าวถึงประเด็น “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ว่าไม่ใช่คำถามว่าโลกจะเปลี่ยนหรือไม่ แต่เป็นเรื่องของความเร็วในการปรับตัวในบริบทโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จากประสบการณ์การเดินทางไปยังประเทศจีน พบว่าท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิล จีนกลับได้รับแรงกระแทกน้อยกว่าหลายประเทศ และปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ขนาดของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการวางแผนเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะในภาคการขนส่ง จีนได้ลดการพึ่งพาน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ส่งผลให้ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนรุนแรงเท่ากับประเทศที่ยังพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน จีนยังลงทุนในพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพึ่งพาแหล่งพลังงานภายในประเทศมากขึ้น จึงช่วยลดความเปราะบางจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นชัดว่า ประเทศไทย ยังคงมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง ทั้งน้ำมันนำเข้าและก๊าซธรรมชาติที่มีต้นทุนผันผวนตามสถานการณ์โลก ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน ภาระจะสะท้อนกลับมายังประชาชนผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยควรเปลี่ยนผ่านพลังงานหรือไม่ แต่คือจะดำเนินการได้รวดเร็วเพียงใด หากยังคงยึดติดกับโครงสร้างพลังงานแบบเดิม ความเปราะบางก็จะยังคงอยู่ และต้นทุนความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ทั้งทรัพยากรแสงอาทิตย์ พื้นที่ และความพร้อมของภาคธุรกิจ รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดที่เพิ่มขึ้น หากสามารถปรับปรุงกฎระเบียบ ลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า และเปิดโอกาสให้พลังงานหมุนเวียนเติบโตได้อย่างเต็มที่ ก็จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานได้ในระยะยาว
บทเรียนจากจีนจึงไม่ใช่การลอกแบบทั้งหมด แต่คือการตระหนักว่าประเทศที่ลงทุนในพลังงานไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการพึ่งพาทรัพยากรภายในประเทศ จะมีความมั่นคงทางพลังงานมากกว่าประเทศที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงจากภายนอก
ในช่วงเวลาที่โครงสร้างพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวอย่างจริงจัง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาส และลดภาระต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต


