รัฐบาลกู้ 5 แสนล้าน หนี้ทะลุเพดาน 70% 'ศิริกัญญา' จี้หยุดสุ่มแจกเงิน
'ศิริกัญญา' ดักคอรัฐบาลกู้ 5 แสนล้าน ชี้หนี้ทะลุเพดาน 70% เตือนภาระดอกเบี้ยพุ่งกัดกินงบประมาณ จี้หยุดแจกเงินแบบสุ่ม
“ศิริกัญญา” ดักคอรัฐบาลเตรียมกู้ 5 แสนล้าน จะปากแข็งปฏิเสธขยายเพดานหนี้ทำไม ในเมื่อตัวเลขชี้ชัดทะลุ 70% แน่ เตือนภาระดอกเบี้ยพุ่งกัดกินงบประมาณ ต้องหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม แต่ต้องเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ
23 เม.ย. 2569 ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ถึงแม้คนในรัฐบาลจะยังสลับกันออกมาพูดคนละทิศคนละทาง แต่ล่าสุดรองนายกฯ เอกนิติก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อยอมรับแล้วว่าจะมีการกู้เงินจริง ขณะที่ประเด็นการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ที่รัฐบาลพยายามปฏิเสธว่ายังไม่มีการขยายนั้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจริงกลับพบว่ารัฐบาลเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขยายเพดานหนี้ในที่สุด
ศิริกัญญา กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ เดือน ก.พ. 2569 จะอยู่ที่ 66% แต่รัฐบาลยังมีแผนกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 อีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งไปที่ 67% และหากมีการออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ทันที ดังนั้นก่อนที่ ครม. จะมีมติเงินกู้ รัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้อย่างแน่นอน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลถึงยังปากแข็งปฏิเสธเรื่องนี้ต่อประชาชน
ศิริกัญญาแสดงความกังวลว่า “ราคาที่ต้องจ่าย” ของการก่อหนี้ครั้งนี้สูงมาก โดยเฉพาะภาระดอกเบี้ยที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันงบชำระดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 9% ของรายได้รัฐ และมีแนวโน้มจะพุ่งเป็น 12% ในปี 2570 ในขณะที่หนึ่งในเกณฑ์สำหรับการเป็นพันธบัตรระดับ Investment Grade (ระดับน่าลงทุน) ระบุว่าสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ไม่ควรเกิน 10% หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ทั้งต้นและดอกรวมกว่า 5.2 แสนล้านบาท และจะเพิ่มสูงถึง 6.4 แสนล้านบาทในปี 2573 ยิ่งกัดกินงบประมาณแผ่นดินให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จนอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ
“เราต้องมั่นใจว่ากู้มาแล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ ทั้งทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ และขยายศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้โตได้ดีกว่าเดิมด้วย เพราะนี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นจนดอกเบี้ยไม่มาฉุดรั้งงบประมาณแผ่นดิน แต่หากล้มเหลวเหมือนช่วงโควิดอีกครั้ง เราอาจจะต้องอยู่กับภาวะหนี้สูง-โตต่ำไปอีกนาน” ศิริกัญญากล่าว
นอกจากนี้ ศิริกัญญายังเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการจากเพียงแค่การเยียวยาเฉพาะหน้า (Reactive) เป็นโครงการที่สร้างอนาคต (Visionary) โดยย้ำว่าหากจะแจกเงินแบบสุ่มอย่างโครงการคนละครึ่งก็อาจไม่ตรงจุด แต่ควรนำเงินไปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง เช่น แทนที่จะอุดหนุนโซลาร์ฟาร์มแบบเดิม ควรนำเงินไปพัฒนาสายส่งเป็น Smart Grid เพื่อรองรับการเปิดเสรีไฟฟ้าพลังงานสะอาด หรือหากจะทำโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ก็ต้องมีเงื่อนไขสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ที่เน้นมูลค่าเพิ่มในประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง ไม่ใช่แค่การนำเข้ามาประกอบ
ศิริกัญญาปิดท้ายว่า นี่อาจจะเป็นการกู้นอกงบประมาณครั้งสุดท้ายที่ฐานะการคลังของประเทศจะเปิดโอกาสให้ทำได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าที่สุด และต้องมองให้ไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อไม่ให้งบประมาณในอนาคตถูกใช้ไปกับการใช้หนี้จนไม่เหลือเงินไว้พัฒนาศักยภาพของประเทศต่อไป


