posttoday

ไขความคิด จริงหรือ "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" คือคำตอบวิกฤตพลังงาน?

23 เมษายน 2569

ความพร้อมและความเป็นไปได้ของประเทศไทย ที่จะมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อเป็นหนึ่งในทางออกของวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน

KEY

POINTS

  • โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถูกมองว่าเป็นคำตอบของวิกฤติพลังงาน เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาดที่ผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจำเป็นต่อการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการพลังงานที่มั่นคง
  • ประเทศไทยมีแผนที่จะพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ให้เป็นแหล่งพลังงานหลักภายในปี 2037 แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกำลังเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์ไปก่อน
  • ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการยอมรับจากภาคประชาชน ซึ่งเคยเป็นอุปสรรคในอดีต และการวางแผนจัดการกากกัมมันตรังสีในระยะยาว ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสและมีแผนรองรับที่ชัดเจน

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ดร.ณัทกฤช อภิภูชยะกุล คอลัมนิสต์ด้านพลังงานสะอาดของโพสต์ทูเดย์ Smart City ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ Deep Talk ของสำนักข่าวกรุงเทพธุรกิจ ในหัวข้อ “ไฟฟ้านิวเคลียร์ คำตอบวิกฤติพลังงาน?” กับพิธีกรรายการ คุณกอหญ้า ไอลดา พิศสุวรรณ (รายการออกอากาศทาง Youtube)

 

เนื้อหาของรายการเป็นการพูดคุยถึงความพร้อมและความเป็นไปได้ของประเทศไทย ที่จะมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อเป็นหนึ่งในทางออกของวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน ทางโพสต์ทูเดย์จึงขอนำเนื้อหาของบทสัมภาษณ์บางส่วนมาแชร์ให้ผู้อ่านในบทความนี้

 

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คืออะไร? มีหลักการทำงานอย่างไรบ้าง?  

“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็เหมือนกับโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือก๊าซทั่วไป ที่ใช้ความร้อนในการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก ข้อแตกต่างหลัก คือ การผลิตไฟฟ้าจากปฏิกิริยาทางเคมีของนิวเคลียร์ที่เรียกว่า Fission เพื่อให้เกิดความร้อนแทนการเผาไหม้

 

อธิบายกระบวนการทำงาน คือ พอเกิดปฏิกิริยาทางเคมีก็จะเกิดความร้อน ความร้อนนั้นก็จะนำไปต้มน้ำให้เดือด พอน้ำเดือดก็เกิดไอน้ำขึ้น และเราใช้ไอน้ำในการปั่นกังหันไอน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งตลอดกระบวนการ ไม่มีการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์เลย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงถือเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกที่สะอาดในปัจจุบัน”

 

ไขความคิด จริงหรือ "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" คือคำตอบวิกฤตพลังงาน?

 

ประเทศที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ในโลกนี้มีที่ไหนบ้าง?

“ปัจจุบันประเทศที่ใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม หลักๆก็จะมี ประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ประมาณ 20% รองลงมาก็เป็นประเทศจีน ส่วนประเทศที่มีสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์สูงที่สุด คือ ฝรั่งเศส มีสัดส่วนสูงถึง 60-70% เริ่มใช้งานเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 1964”  

 

ข่าวล่าสุดเรื่องเวียดนามกับรัสเซียเรื่องนิวเคลียร์จะมีก่อนไทย? เราจะเสียโอกาสอะไรบ้างหากไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์?

“จากข่าวล่าสุด เวียดนามได้บรรลุข้อตกลงในการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดประมาณ 2,400 MW ซึ่งก็สอดคล้องกับแผน PDP ของเขาที่วางไว้ว่าจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ภายในปี 2031 ครับ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน เวียดนามก็มีโอกาสจะกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้งานจริง โดยต้องย้ำว่าโครงการนี้เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม ไม่ใช่ SMR

 

การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าของเวียดนามมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะปัจจุบันเขายังมีปัญหาไฟฟ้าดับในบางพื้นที่อยู่ ซึ่งไฟฟ้าที่เสถียรและเพียงพอเป็นปัจจัยสำคัญมากในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ก็มีโอกาสที่นักลงทุนจะหันไปเลือกเวียดนามมากขึ้น แทนที่จะมาที่ไทย

 

ไขความคิด จริงหรือ "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" คือคำตอบวิกฤตพลังงาน?

 

อีกมุมหนึ่งคือเรื่องพลังงานสะอาด ปัจจุบันเวียดนามยังพึ่งพาถ่านหินค่อนข้างสูง ประมาณ 30–40% ของระบบ ถ้ามีนิวเคลียร์เข้ามาก็จะช่วยลดการพึ่งพาถ่านหินลงได้บางส่วน และช่วยให้เขาไปถึงเป้าหมาย Net Zero ได้เร็วขึ้น

 

ถ้าเราไปดูในแผน PDP8 ของเวียดนามก็จะเห็นเลยว่ามีความชัดเจนเรื่องนิวเคลียร์ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นการที่เขาเดินหน้าก่อนในเรื่องนี้ มันก็อาจทำให้ไทยเราต้องคิดเหมือนกันว่า เราอาจจะเสียโอกาสในแง่ของการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในภูมิภาคนี้ไปได้”

 

สถานะปัจจุบันของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย เป็นอย่างไรบ้าง? PDP2026?

“ในปัจจุบัน ถ้าเราพูดถึงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของไทยหลักๆ ก็จะอ้างอิงจากแผน PDP 2026 ซึ่งเป็นการปรับปรุงต่อยอดมาจาก PDP 2024 โดยมีประเด็นสำคัญคือ “SMR หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก” จะไม่ได้ถูกมองเป็นแค่ไฟฟ้าสำรอง หรือ backup อีกต่อไป แต่จะถูกยกระดับให้เป็น baseload หรือกำลังผลิตไฟฟ้าหลักของระบบ แม้ว่าสัดส่วนจะยังอยู่ประมาณ 1% ก็ตาม

 

SMR โมเดล ภาพจาก กฟผ.

 

(โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ย่อมาจาก Small Modular Reactor เป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กลง มีความยืดหยุ่น บริหารจัดการง่ายขึ้น และให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยเป็นอันดับแรก)

 

ในแผนนี้ยังระบุด้วยว่า ไทยมีแนวโน้มจะเริ่มพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในช่วงปลายแผนประมาณปี 2037 โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตรวมอยู่ที่ประมาณ 600 เมกะวัตต์ และมีแนวคิดกระจายไปใน 2 ภูมิภาค คือภาคใต้และภาคอีสาน

 

ซึ่งถ้ามองในเชิงระบบไฟฟ้า การเลือกสองภูมิภาคนี้ก็ค่อนข้างมีเหตุผล เพราะเป็นพื้นที่ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และยังช่วยกระจายศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้าออกจากพื้นที่เดิมๆได้อีกด้วย ส่วนรายละเอียดว่าจะตั้งอยู่จังหวัดไหนนั้น ตอนนี้ยังไม่ได้มีการระบุชัดเจน แต่คาดว่าในอนาคต เมื่อแผนมีความคืบหน้า ก็จะเริ่มเห็นภาพที่ชัดขึ้นมากกว่านี้”

 

ความพร้อมของไทย เรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นอย่างไรบ้าง? มีหน่วยงานใดมีหน้าที่รับผิดชอบในด้านใดบ้าง?

“หน่วยงานหลักๆของด้านนิวเคลียร์ในประเทศไทยได้แก่

  • สำนักปรมาณูเพื่อสันติ(ปส.) มีหน้าที่เป็น Regulator ที่เตรียมร่างกฎหมายและพรบฯต่างๆที่เกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะข้อกำหนดหลักในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไหนก็ตาม เราต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการพิจารณาให้สอดคล้องกับสำนักงาน ทบวงปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency หรือ IAEA)

 

  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็น Key Player ที่มีหน้าที่ตัดสินใจในด้านว่าเราจะนำเทคโนโลยีจากประเทศไหนมาใช้ในประเทศ ทางกฟผ. มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยและมีข้อมูลค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลก และมีการศึกษาดูงานที่ประเทศผู้นำด้านโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เช่น ประเทศจีน ล่าสุดเมื่อช่วงปลายปี 2568 ทางผมได้รับเชิญจากทางกฟผ. เป็นหนึ่งในคณะเดินทางศึกษาเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMR) ที่ประเทศเกาหลีใต้ที่มีชื่อเรียกว่า I-SMR (อ่านบทความเพิ่มเติมเรื่อง I-SMR ได้ที่ >> เปิดโลกพลังงานนิวเคลียร์เกาหลีใต้ ผ่าน KAERI & KHNP CRI กับบทเรียนสู่ i-SMR)

 

  • สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติที่ทำหน้าที่เป็น Research Centre ด้านการวิจัย

 

  • ส่วนในด้านการผลิตบุคลากร เรามีคณะวิศวกรรมนิวเคลียร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ผลิตบุคลากรที่เรียนทางด้านนิวเคลียร์โดยเฉพาะ”

 

การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ (SMR) จะช่วยให้เกิดประโยชน์ในไทยด้านใดบ้าง?

“การมี SMR จะช่วย Decentralize โหลดไฟฟ้า ให้กระจายออกไปในพื้นที่ห่างไกลได้มากขึ้น ซึ่งก็ช่วยลดภาระของสายส่งไปในตัว ถ้าเราสามารถขยายความเจริญออกไปสู่พื้นที่เหล่านั้นและมีไฟฟ้าที่เพียงพอและเสถียร บางทีในอนาคต นิคมอุตสาหกรรมอาจไม่จำเป็นต้องกระจุกตัวอยู่แค่ภาคตะวันออกเพียงอย่างเดียวก็ได้

 

อีกเรื่องหนึ่งคือ การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ปัจจุบันการลงทุนใหม่ๆ จำนวนมากถูกขับเคลื่อนโดย AI และ Data Center ซึ่งโครงการเหล่านี้ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก และที่สำคัญคือต้องเป็นพลังงานที่ “สะอาดและเสถียร 100%” เพื่อรองรับการใช้งานขององค์กร เพราะบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Amazon และ Microsoft มีเงื่อนไขสำคัญในการลงทุนว่า พลังงานที่ใช้กับ Data Center ต้องเป็นพลังงานสีเขียว 100% เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของบริษัทเอง”

 

ภาพแสดงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ขนาดใหญ่ เล็ก และเล็กมาก (ข้อมูลจาก IAEA : https://bit.ly/3QcnmCP)

 

ทำไมต้องมี SMR? ทำไมเราไม่ใช้แค่พลังงานทดแทน เช่น แสงอาทิตย์ หรือพลังงานลมเท่านั้น?

“บางคนอาจตั้งคำถามว่า แล้วทำไมเราไม่ใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์หรือพลังงานลมไปเลย จริงๆแล้วถ้าเราพึ่งพาแค่โซลาร์หรือพลังงานลมอย่างเดียว อาจจะยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ โดยเฉพาะในวันที่ไม่มีแดด ลมไม่แรง หรือในช่วงเวลากลางคืน เราก็จะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง

 

ตรงนี้คือข้อจำกัดเรื่องความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียนอย่างลมและแสงอาทิตย์ ซึ่งโดยหลักของระบบไฟฟ้า เราจำเป็นต้องมีไฟฟ้าสำรอง หรือ backup เข้ามาช่วยในช่วงที่พลังงานเหล่านี้ผลิตไม่ได้ ที่ผ่านมาเรามักใช้ถ่านหินเป็นตัวเสริม แต่ทุกคนก็ทราบดีว่าถ่านหินมาพร้อมกับปัญหามลพิษค่อนข้างมาก

 

ในจุดนี้เอง ตัวเลือกที่เข้ามาช่วยเป็นไฟฟ้าสำรองได้ก็คือ SMR หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีความเสถียรสูง ไม่ปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตไฟฟ้า และใช้เชื้อเพลิงอย่างยูเรเนียม ซึ่งมีแหล่งกระจายอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก

 

อีกจุดเด่นของ SMR คือสามารถนำไปผสมผสานกับพลังงานอื่น ๆ ได้ เช่น กลางวันเราใช้โซลาร์หรือพลังงานลมเป็นหลัก แต่พอกลางคืนหรือช่วงที่ผลิตไฟไม่ได้ เราก็ใช้ SMR เข้ามาเสริม เท่านี้เราก็จะได้ระบบไฟฟ้าที่ทั้งสะอาดและเสถียรตลอด 24 ชั่วโมง”

 

ภาพจาก AI (ChatGPT)

 

หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้น จะตั้งที่ไหน?

“สำหรับประเทศไทย ตอนนี้ก็ยังไม่ได้มีการกำหนดชัดเจนว่าจะตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในจังหวัดไหน แต่ถ้าดูจากแผนคร่าวๆ ใน PDP ก็จะอยู่ในภาคใต้และภาคอีสาน รวมกำลังการผลิตประมาณ 600 เมกะวัตต์ ซึ่งจากนี้เราก็ยังต้องศึกษาต่อว่า พื้นที่ไหน จังหวัดไหนเหมาะสมที่สุด โดยปกติแล้วโรงไฟฟ้าลักษณะนี้มักจะตั้งใกล้ทะเล แม่น้ำ หรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นระบบหล่อเย็นและระบายความร้อน

 

ผมคิดว่าในอนาคตอันใกล้ เราน่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น เพราะตามแผนคือไทยจะเริ่มพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ภายในปี 2037 แต่ถ้ามองในเชิงกลยุทธ์ ส่วนตัวผมคิดว่าบ้านเราอาจใช้แนวทางแบบ “wait-and-see” คือให้ประเทศอื่นเริ่มก่อน ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ใช้ SMR ในเชิงพาณิชย์จริง เช่น รัสเซียที่เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำ และประเทศจีน

 

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หนึ่งโครงการใช้เวลาค่อนข้างนานประมาณ 5–10 ปี และมีความซับซ้อนสูง ตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง การออกกฎหมาย ไปจนถึงการขอใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งทั้งหมดต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่กำกับดูแลโดย International Atomic Energy Agency”

 

อะไรคือข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องนิวเคลียร์?

“อย่างแรกเลย ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้รับการยอมรับจากภาคประชาชน เพราะนี่คือหัวใจของการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย ถ้าย้อนกลับไปประมาณ 50 ปีก่อน ไทยเองก็เคยมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จังหวัดชลบุรี แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดขึ้น เพราะได้รับแรงต่อต้านจากประชาชนและคนในพื้นที่ค่อนข้างมาก


แต่ถ้ามองมาปัจจุบัน เทคโนโลยีนิวเคลียร์พัฒนาไปไกลมาก และเรากำลังพูดถึง SMR หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่มีผลกระทบน้อยกว่าในอดีต สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือการสื่อสารให้ชัดเจน โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เราต้องทำให้ประชาชนรับรู้ทุกขั้นตอนว่าเราจะทำอะไร จะสร้างที่ไหน ใช้เวลากี่ปี และข้อดีข้อเสียคืออะไร

 

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือการบริหารจัดการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วและกากกัมมันตรังสี เพราะหลังจากผลิตไฟฟ้าแล้ว จะมีของเสียเหล่านี้ตามมา ซึ่งไม่สามารถปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมได้ เผาก็ไม่ได้ ฝังกลบแบบทั่วไปก็ไม่ได้ ต้องจัดเก็บในพื้นที่ที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานสูงมาก

 

อันนี้ผมขอเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัว ตอนที่ไปดูงานที่เกาหลีใต้กับทาง กฟผ. ผมได้ไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยที่เป็นอุโมงค์ใต้ดินสำหรับกักเก็บกากกัมมันตรังสีโดยเฉพาะ อุโมงค์มีความลึกลงไปประมาณ 200–300 เมตร เขาออกแบบมาเพื่อรองรับเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วและของเสียกัมมันตรังสี และไม่ได้ออกแบบให้เก็บแค่ 100 หรือ 200 ปีเท่านั้น แต่เป็นระดับหลักหนึ่งแสนปี

 

ดังนั้น เวลาที่เราจะวางแผนเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เราต้องคิดให้ครบทั้งวงจร ตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ระหว่างดำเนินการ ไปจนถึงช่วงปลดระวางหลังเลิกใช้งาน ว่าเราจะจัดการชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่างๆอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด และไม่ให้มีการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม

 

ไขความคิด จริงหรือ "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" คือคำตอบวิกฤตพลังงาน?

 

ยกตัวอย่างประเทศเยอรมัน ที่ปลดระวางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดในปี 2023 รัฐบาลต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการจัดการชิ้นส่วนของโรงไฟฟ้า เพราะยิ่งโรงไฟฟ้ามีขนาดใหญ่และมีชิ้นส่วนมาก ความเสี่ยงในการปนเปื้อนก็ยิ่งสูงขึ้น ทำให้ต้องลงทุนอย่างมากในการหาพื้นที่จัดเก็บที่ปลอดภัยและเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม”

 

สุดท้ายแล้ว อยากจะฝากอะไรบ้าง?

“ในปัจจุบัน เทคโนโลยีพลังงานก็พัฒนาไปไกลมากแล้ว ประกอบกับสถานการณ์วิกฤติพลังงานที่ทั้งไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ผมมองว่าการที่เรายังพึ่งพาการนำเข้าแหล่งพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือการผลิตไฟฟ้า มันส่งผลกระทบกับประชาชนโดยตรง ราคาพลังงานที่ผันผวนตลอดเวลา รวมถึงการต้องพึ่งพาปัจจัยจากต่างประเทศ ก็คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาว ที่สุดท้ายสะท้อนกลับมาที่ค่าครองชีพและเศรษฐกิจของประเทศ

 

ก็อยากชวนทุกคนลองคิดตามว่า ถ้าเราสามารถลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ แล้วหันมาพึ่งพาพลังงานในประเทศให้มากขึ้นได้ อย่างน้อยมันก็อาจช่วยลดแรงกระแทกจากวิกฤติแบบนี้ลงได้ ไม่มากก็น้อย

 

ไขความคิด จริงหรือ "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" คือคำตอบวิกฤตพลังงาน?

 

ในอีกมุมหนึ่ง ผมมองว่าเทคโนโลยีทุกอย่างมีความเสี่ยงอยู่แล้ว แต่การไม่ทำอะไรเลยก็เป็นความเสี่ยงเหมือนกัน อย่างข่าวล่าสุดของประเทศญี่ปุ่น ที่มีการเปลี่ยนผู้นำและเริ่มหันกลับมาพิจารณานโยบายนิวเคลียร์อีกครั้ง ทั้งที่เป็นประเทศที่เคยได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์โดยตรง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองของคนรุ่นใหม่ เขาไม่ได้ไม่กลัวความเสี่ยงจากนิวเคลียร์นะครับ แต่สิ่งที่เขากังวลมากกว่าคือการไม่มีพลังงานใช้ หรือค่าครองชีพที่สูงจนรับไม่ไหว ไม่มีเงินเก็บ ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงที่จับต้องได้มากกว่าในชีวิตประจำวัน

 

สุดท้ายผมมองว่าวิกฤติพลังงานครั้งนี้ได้เปลี่ยนมุมมองของหลายประเทศไปพอสมควร ว่าเศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางแค่ไหน โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทย ถ้าในอนาคตเรามีทางเลือกด้านพลังงานมากขึ้น เช่น มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในประเทศ ก็อาจช่วยลดผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน และช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนได้ในระยะยาว ขอบคุณครับ”

 

 

ดร.ณัทกฤช อภิภูชยะกุล คอลัมนิสต์ด้านพลังงานสะอาดของโพสต์ทูเดย์ Smart City

 

ลิงค์เพื่อรับชมรายการ: https://www.youtube.com/watch?v=tnTx5VNnJNE&list=PLwU5xtu2YvSr5pqxymuicM5EVJ3qghcZj&index=5

 

ขอขอบคุณ กรุงเทพธุรกิจ คุณกอหญ้า ไอลดา ผู้ดำเนินรายการ รวมถึงโปรดิวเซอร์ และทีมงานรายการ Deep Talk By กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวล่าสุด

แรงขายถล่ม! SCC หยุดโรงงานเวียดนามหนีต้นทุนพุ่ง ฉุดหุ้นรูด 16 บาท