
หลักฐานมัดแน่น “สรณ” รับค่าจ้างหมอ ขาดคุณสมบัติ ประธานกสทช.
เปิดหลักฐานมัดแน่นขัดคุณสมบัติประธานกสทช. “สรณ” รับเงินค่าจ้าง พบข้อมูลภาษี ภ.ง.ด.90 ปีภาษี 64 มีรายได้จาก รพ.รามาธิบดี และบริษัทเอกชนด้านยา
17 ก.ค.นี้ ถึงเวลากรรมการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องลงมติชี้ขาด ประเด็นตรวจสอบคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกสทช.ว่า ขาดคุณสมบัติหรือไม่ หลังมีกระแสข่าวว่า กรรมการสรรหาได้ชะลอการลงมติออกไปในครั้งที่ผ่านมา และยังแว่วมาอีกว่า ประธานกสทช.ลงทุนเดินทางไปถึงมาเลเซีย เพื่อไปพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าว
ขณะที่นายประพันธ์ คูณมี อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีต กมธ.ไอซีที วุฒิสภา กล่าวว่า วันศุกร์ที่ 17 ก.ค.2569 นี้ น่าจะมีมติเพราะอดีตกมธ.ไอซีที วุฒิสภา ชุด พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธานกมธ. เคยมีมติ ครั้งที่ 17/257 เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2567 แล้วว่า แม้ นพ.สรณ ได้ยื่นหนังสือรับรองตนเองลงวันที่ 8 ม.ค.2565 ต่อวุฒิสภา เพื่อรับรองว่าได้ลาออกและเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพที่กฎหมายกำหนดแล้ว
แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พบว่า นพ.สรณ ยังมีสถานะ “เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย” ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.2564 จนถึงวันที่ 12 เม.ย.2565 และยัง “ทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี” ตลอดมา จนกระทั่งถึงปี 2567 และยังมีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง” ของโรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2565 จนถึงวันที่ 12 เม.ย.2565 โดยมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าว
จึงอาจทำให้ นพ.สรณ เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และ (3) ด้วยเหตุยังมีสถานะเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ และประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้ง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ จึงทำให้การกระทำของนพ.สรณ “เป็นผู้สละสิทธิ” ตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553
นอกจากนี้ยังพบเอกสารข้อมูลจากกรมสรรพากรตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ปีภาษี 2564–2566 ที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นพ.สรณ ยังคงมีรายได้จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และยังมีรายได้จากบริษัท เมอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนด้านยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งที่ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ซึ่งเป็นตำแหน่งที่กฎหมายมุ่งหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างอิสระและเต็มเวลา
ด้านนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ พรรคประชาชน และที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ระบุว่า มหาวิทยาลัยมหิดลส่งหนังสือถึงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่าในช่วงวันที่ 8 ม.ค. ถึง 12 เม.ย. 2565 นพ.สรณ ยังทำหน้าที่แพทย์ แต่มีสถานะเป็นเพียง "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" ไม่ใช่พนักงานมหาวิทยาลัย นี่คือสิ่งมหิดลชี้แจง จึงไม่ขัดกับคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
แต่ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ ปี 2561 ข้อ 4 ระบุชัดว่า "ลูกจ้างชั่วคราว" หมายถึงลูกจ้างที่จ้างให้ปฏิบัติงานที่มีลักษณะงานชั่วคราว โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน รายวัน หรือรายชั่วโมง ชัดเจนว่า นพ.สรณ ในฐานะผู้รับค่าจ้างรายชั่วโมง ก็ถือเป็นลูกจ้างชั่วคราวของมหาวิทยาลัยด้วย
และยังปรากฏว่าข้อมูลภาษี ภ.ง.ด.90 ปีภาษี 2564-2566 ระบุว่านายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ มีรายได้จาก รพ.รามาธิบดี และบริษัทเอกชนด้านยา หลักฐานแน่นมาก
ระเบียบมหาวิทยาลัยชัดเจนว่า การได้ค่าตอบแทนรายชั่วโมงก็นับเป็นลูกจ้างมหาวิทยาลัย ตรงไปตรงมา การที่มหาวิทยาลัยมหิดลชี้แจงว่า นพ.สรณ มีสถานะเป็นเพียง "แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง" ไม่ใช่พนักงานมหาวิทยาลัย นั้นเป็นการแถช่วย เล่นคำ ไม่ตรงไปตรงมา
เพราะนพ.สรณ ไม่ใช่พนักงานมหาวิทยาลัยจริง แต่เป็นพนักงานลูกจ้างเงินรายได้ประเภทลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งผิด พรบ.คลื่นความถี่ ที่กรรมการ กทสช.ต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ และทำงานเต็มเวลา
จึงขอให้กรรมการสรรหากรรมการ กสทช. โดยเฉพาะ ท่านวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้พิจารณาเรื่องนี้เทียบเคียงกับการจ้างลูกจ้างชั่วคราวของธนาคารแห่งประเทศไทย ลูกจ้างชั่วคราวไม่ว่ารายเดือน รายวัน รายชั่วโมง ทุกที่ต่างก็มีระเบียบปฏิบัติ นับเป็นหนึ่งในพนักงานขององค์กรทั้งนั้น
เรื่องนี้จะจบ หรือ จะยื้อต่อไป ต้องติดตามการประชุมของกรรมการสรรหากสทช.วันที่ 17 ก.ค.นี้







