กทม.ปรับโฉมใหญ่ “สะพานเขียว” เชื่อมสวนลุมฯ-สวนเบญฯ ชู 5 มิติ ฟื้นเมืองสู่อนาคต
กรุงเทพมหานครเร่งปรับปรุงสะพานเขียว ระยะทาง 1.6 กม. เชื่อมสวนลุมพินี–สวนเบญจกิติ ยกระดับโครงสร้าง ความปลอดภัย และ Universal Design คาดเสร็จกลางปี 2569
KEY
POINTS
- ปรับปรุงโครงสร้าง "สะพานเขียว" ที่เชื่อมระหว่างสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติครั้งใหญ่ เพื่อแก้ปัญหาความทรุดโทรม และสร้างโครงข่ายทางเดิน-จักรยานที่ปลอดภัยและเชื่อมต่อย่านธุรกิจอย่างสมบูรณ์
- การปรับปรุงครอบคลุม 5 มิติสำคัญเพื่อฟื้นฟูเมือง ได้แก่ การเชื่อมต่อและภูมิทัศน์, การออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design), พื้นที่กิจกรรม, การฟื้นฟูชุมชนโดยรอบ และการเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบไฟและกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ
- ยกระดับสะพานให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยติดตั้งลิฟต์ ทางลาดมาตรฐาน พร้อมสร้างลานกิจกรรมและพื้นที่พักผ่อน เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและเพิ่มพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง
(17 ก.พ. 2569) เวลา 09.00 น. นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจความคืบหน้าโครงการปรับปรุง “สะพานเขียว” เส้นทางเดินและจักรยานที่เชื่อมระหว่างสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ ภายหลังการปรับปรุงครั้งใหญ่ เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างทรุดโทรม จุดอับสายตา และแสงสว่างไม่เพียงพอ พร้อมยกระดับการออกแบบตามแนวคิด Universal Design ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
โครงการปรับปรุงสะพานเขียว ระยะทางรวมกว่า 1.6 กิโลเมตร
ถือเป็นการฟื้นฟูโครงสร้างเดิมที่มีอายุกว่า 20 ปี ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่ทันสมัย ปลอดภัย และเชื่อมต่อเมืองอย่างสมบูรณ์ ภายใต้กลยุทธ์ “ฟื้นเมือง เชื่อมย่าน สานอนาคต” ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่ มิติภูมิทัศน์และการเชื่อมต่อ ซึ่งพัฒนาเส้นทางให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เชื่อมต่อพื้นที่ปอดขนาดใหญ่ของเมืองเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ พร้อมเสริมความแข็งแรงฐานราก คาน เสา และราวกันตกใหม่ทั้งหมด รวมถึงปรับปรุงทางลาดและจุดเชื่อมต่อสำคัญ อาทิ ซอยสุขุมวิท 4 ซอยสุขุมวิท 10 ถนนรัชดาภิเษก ถนนวิทยุ และถนนสารสิน เพื่อสร้างความต่อเนื่องของโครงข่ายทางเท้าและทางจักรยานในย่านธุรกิจ ลดการพึ่งพารถยนต์ และส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการจัดสวนและปลูกไม้ยืนต้นตลอดแนวสะพาน สร้างบรรยากาศ “Urban Forest” เพิ่มความร่มรื่น ลดอุณหภูมิ และช่วยดูดซับฝุ่นละออง
ในมิติการออกแบบเพื่อทุกคน โครงการได้ดำเนินการตามหลัก Universal Design อย่างครบถ้วน ติดตั้งลิฟต์ในจุดเชื่อมต่อหลัก ก่อสร้างทางลาดความยาวกว่า 57 เมตรตามมาตรฐานสากล ใช้วัสดุพื้นผิวไม่ลื่น รองรับผู้ใช้รถเข็น ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก พร้อมจัดวางพื้นที่พักผ่อน จุดนั่ง และราวจับอย่างเหมาะสม นับเป็นครั้งแรกที่สะพานเขียวได้รับการปรับปรุงให้ทุกกลุ่มสามารถใช้งานพื้นที่ลอยฟ้าใจกลางเมืองได้อย่างแท้จริง
ด้านมิติพื้นที่กิจกรรม สะพานเขียวถูกยกระดับเป็นพื้นที่กิจกรรมกลางเมือง โดยปรับพื้นผิวเป็น Sport Surface ระยะทางประมาณ 500 เมตร ลดแรงกระแทก เหมาะสำหรับการวิ่งและปั่นจักรยาน พร้อมสร้างลานกิจกรรมอเนกประสงค์เหนือจุดตัดสำคัญ เช่น เหนือทางด่วนเฉลิมมหานครและเหนือคลองไผ่สิงโต จัดเป็นพื้นที่พักผ่อน จุดเช็กอิน และพื้นที่เรียนรู้กลางแจ้ง รองรับกิจกรรมสุขภาพและกิจกรรมสร้างสรรค์ของคนทุกวัย
สำหรับมิติการฟื้นฟูชุมชน โครงการได้ปรับปรุงพื้นที่ใต้สะพานและจุดอับสายตาในย่านซอยโปโลและร่วมฤดี จากพื้นที่เสื่อมโทรมให้เป็นพื้นที่โปร่ง โล่ง สะอาด และปลอดภัย พร้อมจัดสรรพื้นที่สำหรับกิจกรรมชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ลดปัญหาพื้นที่รกร้างและจุดเสี่ยงอาชญากรรม สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนโดยรอบ
ขณะเดียวกัน ในมิติความปลอดภัยและแสงสว่างอัจฉริยะ ได้ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างใหม่ตลอดแนวเส้นทาง เพิ่มไฟประดับเพื่อความสวยงามและทัศนวิสัย พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิดเชื่อมต่อศูนย์ควบคุมของกรุงเทพมหานครโดยตรง เพื่อให้สามารถเปิดใช้งานได้ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงยามค่ำคืนอย่างมั่นใจ
นายเอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกกรุงเทพมหานคร ระบุว่า การพัฒนาสะพานเขียวสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับคุณภาพชีวิตของเมือง ภายหลังกรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับเมืองอันดับ 2 ของเอเชีย ในรายงาน World’s Best Cities 2026 จากจุดเด่นด้านพื้นที่สีเขียวและโครงข่ายทางเดินเชื่อมสวนสาธารณะ โครงการนี้ยังเชื่อมโยงกับนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร เช่น โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น และ “สวน 15 นาทีทั่วกรุง” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่สีเขียวในระยะ 800 เมตร ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างเมืองที่เดินได้ ใช้ได้ และหายใจได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ สะพานเขียวโฉมใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2569 และจะเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เชื่อมโยงโครงข่ายทางเดินและจักรยานอย่างไร้รอยต่อ เพิ่มพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง และสร้างพื้นที่กิจกรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่การเป็นเมืองน่าอยู่อย่างแท้จริง


