"ดิสนีย์แลนด์" ในสมการ EEC Capital City เมืองใหม่ vs. เศรษฐกิจอนาคต
เมื่อรัฐเดินเกมใหญ่ ฝันไกล หวังดึงดิสนีย์แลนด์เข้าสมการ EEC Capital City ที่บางละมุง ชลบุรี เมืองใหม่แห่งอนาคตจึงไม่ใช่แค่แนวคิด แต่คือเดิมพันเศรษฐกิจไทยในระดับ Next Generation Entertainment!
KEY
POINTS
- แนวคิดการจัดตั้ง "ดิสนีย์แลนด์" ในพื้นที่ EEC เป็นโครงการแม่เหล็ก (Anchor Project) ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดการลงทุนและนักท่องเที่ยวทั่วโลก ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจบริการและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาค
- โครงการนี้ถูกวางให้เป็นตัวกระตุ้นการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินและสนามบินอู่ตะเภา เพื่อเปลี่ยนโฉม EEC จากเมืองอุตสาหกรรมสู่ศูนย์กลางกิจกรรมระดับทวีป
- สวนสนุกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนพัฒนา "EEC Capital City" ซึ่งเป็นเมืองใหม่อัจฉริยะบนแนวคิด Net Zero ที่มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล สร้างงานกว่า 200,000 ตำแหน่ง และกระจายความเจริญออกจากกรุงเทพฯ
ข่าวที่สร้างความฮือฮาและถูกจับตามองอย่างมากตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา คือแนวคิดของภาครัฐในการคิดจัดตั้ง สวนสนุกขนาดใหญ่ระดับโลก (Disneyland) ในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะบริเวณ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของ EEC Capital City บนพื้นที่ราว14,619 ไร่ในอนาคต (อ่านรายละเอียดได้ในรายงานของโพสต์ทูเดย์ Smart City: “EEC เมืองใหม่” ขายแนวคิด “Net Zero City” อนาคต 10 ปีข้างหน้า และรายงาน ดิสนีย์แลนด์ 3 แสนล้าน ปักธง EEC ? สัญญาณบิ๊กโปรเจกต์เขย่าเศรษฐกิจ ชู 21 หุ้นเด้งรับ) ซึ่งคาดว่าหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์ที่เปลี่ยนโฉมภูมิภาคและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้าสู่พื้นที่นี้ได้อย่างมหาศาล
แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สวนสนุก แต่ยังรวมถึงสนามกีฬาขนาดใหญ่ระดับ 80,000 ที่นั่ง และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่จะรองรับการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยภาครัฐมองว่าโครงการนี้จะช่วย กระตุ้นการลงทุนใน EEC ทั้งในด้านการท่องเที่ยว การบริการ การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งยังอาจทำให้โครงการเชื่อมต่อระบบรางและโครงการสนามบินได้รับแรงหนุนเพิ่มขึ้นด้วย
อย่างไรก็ดี โครงการนี้ยังอยู่ในขั้นแนวคิดและต้องได้รับการยืนยันจากค่าย Disney เอง รวมถึงรายละเอียดด้านงบประมาณและการเตรียมพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าหากจะเกิดขึ้นจริง อาจต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและใช้เวลานานหลายปี
ดิสนีย์แลนด์ Anchor Project ที่มากกว่าสวนสนุก
ในเชิงยุทธศาสตร์ การผลักดันสวนสนุกระดับโลกอย่างดิสนีย์แลนด์ คือการวาง Anchor Project ที่ทรงพลังที่สุดในภูมิภาค เพราะมันไม่ได้สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวโดยตรงเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ว่าประเทศไทยพร้อมรองรับธุรกิจบริการระดับไฮเอนด์ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจประสบการณ์ (Experience Economy)
หากเปรียบเทียบกับต้นแบบอย่าง Shanghai Disney Resort จะเห็นทิศทางการวางหมากของไทยที่ทะเยอทะยานกว่าอย่างชัดเจน เซี่ยงไฮ้ใช้พื้นที่ราว 2,435 ไร่ ด้วยงบลงทุนประมาณ 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่แผนของไทยวางพื้นที่มากกว่า 3,000 ไร่ (สำหรับดิสนีย์แลนด์ + สนามกีฬายักษ์ 8 หมื่นที่นั่ง) และประเมินงบลงทุนสูงถึง 7,000–8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขที่สูงขึ้นนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงต้นทุนยุคใหม่ แต่ชี้ให้เห็นความตั้งใจในการวางรากฐาน Next Generation Entertainment ที่ผสานเทคโนโลยีขั้นสูง เมืองอัจฉริยะ และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันตั้งแต่ต้น
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ไทยยังถือไพ่เหนือกว่าประเทศอื่นในอาเซียน เพราะ Disney ยังไม่มีฐานในภูมิภาคที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน หากเกิดขึ้นจริง ไทยจะกลายเป็น First Mover และจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เติมเต็มช่องว่างทางการตลาดของ Disney ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทันที
นอกจากนี้ แผนการสร้าง สนามกีฬาขนาด 80,000 ที่นั่ง ในพื้นที่เดียวกัน ยังทำให้โครงการไม่ได้พึ่งรายได้จากสวนสนุกเพียงมิติเดียว แต่ขยายสู่มหกรรมกีฬา คอนเสิร์ต และอีเวนต์ระดับโลก เกิดเป็น Ecosystem ความบันเทิงที่มีรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี
โครงสร้างพื้นฐาน ฟันเฟืองที่ทำให้ความฝันเป็นจริง
โครงการระดับโลกไม่อาจประสบความสำเร็จได้ หากขาด “Connectivity” ที่ไร้รอยต่อ และนี่คือจุดที่ EEC มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ระดับโลกอย่างดิสนีย์แลนด์จะทำหน้าที่เป็นแรงดึง (Pull Factor) ที่ปลุกการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้คุ้มค่าเต็มศักยภาพ
รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน จะกลายเป็นเส้นเลือดหลักที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับ EEC ภายในเวลาอันสั้น ขณะที่ สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก จะได้รับแรงหนุนเชิงจิตวิทยาและเชิงธุรกิจอย่างมหาศาล เพราะการมีแลนด์มาร์กระดับโลกคือปัจจัยชี้ขาดในการดึงเที่ยวบินตรงจากยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียเข้าสู่พื้นที่โดยตรง
เมื่อรวมกับศูนย์กีฬาระดับชาติแห่งใหม่ ภาพของ EEC จะเปลี่ยนจากเมืองอุตสาหกรรม มาเป็นศูนย์กลางกิจกรรมระดับทวีปอย่างสมบูรณ์
EEC Capital City กรุงเทพฯ แห่งที่สอง บนแนวคิด Net Zero
อีกหนึ่งเสาหลักของยุทธศาสตร์คือการพัฒนา EEC Capital City เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะรอบสนามบินอู่ตะเภา บนพื้นที่กว่า 14,619 ไร่ ที่ถูกออกแบบให้เป็น “กรุงเทพฯ แห่งที่ 2” เพื่อกระจายความเจริญและลดความแออัดของเมืองหลวง
เมืองนี้ถูกวางโครงสร้างบนแนวคิด Net Zero City และ Industry 5.0 ตั้งแต่ต้น ทั้งระบบพลังงาน การเดินทาง การบริหารจัดการเมืองผ่าน Smart City Data Platform และ Intelligence Operation Center โดยมีย่านเศรษฐกิจเป้าหมายตั้งแต่ CBD ศูนย์การแพทย์แม่นยำ การศึกษา วิจัย BCG ไปจนถึงการท่องเที่ยวและกีฬา (อ่านรายละเอียดจากรายงานส่องอนาคตของเมืองอนาคต EECiti ในสายตา “ดร.จุฬา สุขมานพ”)
ในเชิงผลตอบแทน เมืองใหม่นี้คาดว่าจะสร้างงานโดยตรงกว่า 200,000 ตำแหน่ง สร้างมูลค่าการจ้างงานรวม 1.2 ล้านล้านบาท และกระตุ้น GDP เพิ่มขึ้นราว 2 ล้านล้านบาทภายใน 10 ปี พร้อมรองรับประชากร 350,000 คน และผู้เดินทางกว่า 70 ล้านคนต่อปีภายในปี 2580
กระแสการยกระดับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สู่การเป็นศูนย์กลางกิจกรรมระดับโลกเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
หลังมีรายงานเมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย EEC เร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดเตรียมพื้นที่ใน 4 จังหวัดหลักของ EEC ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และฉะเชิงเทรา สำหรับรองรับการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ระดับโลก ทั้ง สนามกีฬาความจุ 80,000 ที่นั่ง และ สวนสนุกขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการศึกษาความเหมาะสมในการดึง สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย
แนวคิดดังกล่าวไม่ได้ถูกวางเป็นเพียงโครงการด้านสันทนาการ หากแต่เป็นยุทธศาสตร์เชิงโครงสร้างที่มุ่งสร้าง “แม่เหล็กทางเศรษฐกิจ” ให้กับพื้นที่ EEC โดยเฉพาะสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ซึ่งในรูปแบบขนาดใหญ่ที่สุดจะต้องใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 3,000 ไร่ การมีแลนด์มาร์กระดับโลกเช่นนี้ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้เดินทางเข้าสู่ภาคตะวันออกโดยตรง และกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อ 2 โครงการลงทุนหลักของประเทศ ได้แก่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนไปแล้วในระดับสูง
ในมุมของภาคเอกชน การมีโครงการระดับโลกเข้ามาเป็น “Anchor Project” จะช่วยลดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจลงทุน เพราะทำให้เห็นดีมานด์ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ทั้งในภาคการท่องเที่ยว การคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ และบริการขั้นสูง ส่งผลให้การพัฒนาเมืองใหม่และโครงการต่อเนื่องในพื้นที่ EEC มีโอกาสเกิดขึ้นเร็วและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น


