เมืองการบินอู่ตะเภา จากโครงการที่รอความพร้อม สู่ยุทธศาสตร์ที่เลือก “เดินเอง”
อู่ตะเภาเลือก “เดินเอง” ไม่รอรถไฟความเร็วสูง พลิกยุทธศาสตร์สู่ Demand-Driven ลดความเสี่ยง ดึงลงทุน 2 แสนล้าน และเปลี่ยน EEC สู่มหานครการบิน
KEY
POINTS
- กลุ่ม UTA (ฺฺBTS บางกอกแอร์เวย์ และซิโน-ไทย) ตัดสินใจเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ โดยเดินหน้าโครงการเมืองการบินอู่ตะเภาด้วยตัวเอง ไม่รอความพร้อมของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ล่าช้า
- การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นได้จากการที่ภาคเอกชนยอม "สละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อน" ที่ผูกโครงการสนามบินไว้กับรถไฟความเร็วสูง เพื่อทำลายภาวะชะงักงันและเริ่มต้นโครงการได้ทันที
- ลำดับความสำคัญใหม่คือการเร่งพัฒนาตัวสนามบินและเมืองการบิน (Airport City) เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจและกระแสเงินสดให้เกิดขึ้นก่อน โดยมองว่ารถไฟความเร็วสูงเป็นส่วนเสริมศักยภาพในอนาคต ไม่ใช่เงื่อนไขเริ่มต้น
การตัดสินใจของกลุ่ม UTA (U-Tapao International Aviation) ที่ประกอบด้วย BTS, Bangkok Airways และ Sino-Thai ในการเดินหน้าโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (Airport City) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (HSR) คือการส่งสัญญาณ "Paradigm Shift" ครั้งสำคัญ จากเดิมที่ยึดติดกับลำดับขั้นตอนในแผนแม่บท (Plan-based) สู่การขับเคลื่อนตามสภาวะตลาดจริง (Execution-based)
การลงนามข้อตกลงบริหารสัญญาร่วมลงทุนระหว่าง สกพอ. (EECO) และ UTA เมื่อเดือนมกราคม 2569 คือผลลัพธ์โดยตรงจากการกดดันของเส้นตายในบันทึกข้อตกลง (MOU) เมื่อเดือนธันวาคม 2525 ที่กำหนดให้ต้องมีการสรุปเงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความใจถึงของภาคเอกชนที่ยอม "สละสิทธิเงื่อนไขบังคับก่อน" (Waiving Conditions Precedent) เพื่อทำลายภาวะสุญญากาศที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 ปี 5 เดือน โดยมีสาระสำคัญดังนี้:
• การแยกส่วนความสัมพันธ์ (Decoupling) UTA ตกลงแยกความคืบหน้าของโครงการอู่ตะเภาออกจากเงื่อนไขความสำเร็จของรถไฟความเร็วสูง (HSR)
• การเร่งรัด NTP การสละสิทธิดังกล่าวส่งผลให้ สกพอ. สามารถออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed) ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นการเริ่มนับถอยหลังอายุสัมปทาน 50 ปีอย่างเป็นทางการ
• ลำดับความสำคัญใหม่ มุ่งเน้นการพัฒนา Airport City และโครงสร้างพื้นฐานการบินที่จำเป็นทันทีเพื่อสร้างรายได้และดึงดูดกระแสเงินสดโดยไม่พึ่งพาระบบรางในระยะแรก
การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์นี้คือการเปลี่ยนความเสี่ยงจากการ "รอความล้มเหลวของผู้อื่น" มาเป็นการ "ควบคุมชะตากรรมของตนเอง" ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการวิเคราะห์กลยุทธ์ Demand-Driven ในส่วนถัดไป
โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
คือหนึ่งใน “อภิมหาโปรเจกต์” ที่ถูกวางหมากให้เป็นหัวใจใหม่ของการคมนาคม การลงทุน และเศรษฐกิจยุคอนาคตของประเทศไทย ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บนพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ ในจังหวัดระยอง โครงการมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาทนี้ ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงสนามบินพาณิชย์แห่งใหม่ แต่คือการสร้าง “เมืองใหม่ครบวงจร” ที่เชื่อมอากาศยาน โลจิสติกส์ ธุรกิจ การท่องเที่ยว สุขภาพ และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันในระบบเดียว และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในโมเดลเมืองการบิน (Aerotropolis) ที่สมบูรณ์ที่สุดในอาเซียน
แก่นกลางของโครงการในเฟสแรก คือ Airport Terminal อาคารผู้โดยสารขนาดใหญ่กว่า 157,000 ตารางเมตร ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 15.9 ล้านคนต่อปี สนามบินอู่ตะเภาจะมีทางวิ่งจำนวน 2 ทาง ยาวถึง 3,500 เมตร สามารถรองรับเครื่องบินพาณิชย์ได้ทุกขนาด ตั้งแต่เครื่องบินลำตัวแคบ ไปจนถึงเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นใหม่ พร้อมหลุมจอดอากาศยานถึง 60 หลุมจอด
โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สะท้อนเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติหลักของภูมิภาค รองรับทั้งการเดินทางเชิงธุรกิจ การท่องเที่ยว และการเป็นศูนย์กลางการบินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะยาว
อีกหนึ่งเสาหลักสำคัญของเฟส 1 คือ Air Cargo & Logistics ซึ่งถูกวางบทบาทให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวจริงของเมืองการบิน ด้วยศักยภาพในการรองรับการขนส่งและกระจายสินค้ามากกว่าหนึ่งล้านตันต่อปี ระบบโลจิสติกส์ของอู่ตะเภาจะเชื่อมโยงอากาศ ทางบก และทางราง เข้ากับโครงข่ายอุตสาหกรรมใน EEC ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการบินและซ่อมบำรุง (MRO) ไปจนถึงสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและเวชภัณฑ์ ซึ่งทั้งหมดช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยบนเวทีโลก
เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่จุดขึ้น–ลงเครื่องบิน Airport City จึงกลายเป็นภาพสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ทะเยอทะยานที่สุดของโครงการ เมืองการบินแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรมระดับโลก ประกอบด้วยศูนย์การค้าขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ (MICE) อินดอร์อารีน่าสำหรับการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ขนาดใหญ่ โรงแรมหลากหลายระดับ สนามแข่งรถ ร้านอาหารและแหล่งไลฟ์สไตล์ ไปจนถึง Medical Tourism Hub ที่ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากทั่วโลก ไฮไลต์ที่สะท้อนความกล้าคิดกล้าฝันของโครงการ คือการวางแผนพัฒนาสนามแข่งฟอร์มูลาวัน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่เวทีสปอร์ตและเอนเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก
4 เฟสการพัฒนา ภายใต้สัญญาสัมปทานระยะยาว 50 ปี
โครงการเมืองการบินภาคตะวันออกถูกแบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 เฟส ภายใต้สัญญาสัมปทานระยะยาว 50 ปี โดยบริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ซึ่งเป็นการรวมพลังของภาคเอกชนรายใหญ่ของไทย ได้แก่ Bangkok Airways, กลุ่ม BTS และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น การผนึกกำลังของผู้เชี่ยวชาญด้านการบิน ระบบขนส่งมวลชน และงานก่อสร้างขนาดใหญ่ สะท้อนความตั้งใจในการสร้างโครงการระดับชาติที่ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ เงินลงทุน และความสามารถในการบริหารจัดการระยะยาว
ตามแผนงาน เฟส 1 ของโครงการคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจภาคตะวันออกอย่างมีนัยสำคัญ สนามบินอู่ตะเภาจะไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระของสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง แต่ยังทำหน้าที่เป็น “ประตูเศรษฐกิจใหม่” ที่เชื่อมไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานโลก เมืองการบินแห่งนี้จึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงโครงการโครงสร้างพื้นฐาน แต่คือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดทิศทางการพัฒนาเมือง อุตสาหกรรม และคุณภาพชีวิตของคนไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ในบริบทของ EEC สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก คือภาพแทนของความพยายามในการสร้าง “เมืองใหม่ของอนาคต” ที่ขับเคลื่อนด้วยการคมนาคม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจมูลค่าสูง หากโครงการสามารถเดินหน้าได้ตามแผน ไม่เพียงอาเซียนจะได้เห็น Aerotropolis ที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่ง แต่ประเทศไทยเองก็จะได้เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่เชื่อมโลกเข้าหากันผ่านท้องฟ้าอย่างแท้จริง
หากย้อนไปมองจุดเริ่มต้นของ “สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก” ภาพที่เห็นชัดคือการเปลี่ยนบทบาทจากฐานทัพอากาศเชิงยุทธศาสตร์ สู่โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่ถูกวางหมากให้เป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักของการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เดิมทีอู่ตะเภาทำหน้าที่รองรับภารกิจทางทหารและเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ในสัดส่วนจำกัด แต่เมื่อรัฐบาลกำหนด EEC เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ สนามบินแห่งนี้จึงถูกยกระดับสถานะให้เป็น “สนามบินนานาชาติแห่งที่ 3” ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ควบคู่กับแนวคิดการสร้างเมืองการบิน (Aerotropolis) ที่ไม่ได้มองสนามบินเป็นเพียงปลายทางการเดินทาง หากแต่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจเมืองใหม่โดยรอบ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น
เมื่อรัฐผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แบบแพ็กเกจ ทั้งสนามบิน ท่าเรืออุตสาหกรรม รถไฟทางคู่ และไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา ภาพฝันในเวลานั้นคือการเดินทางจากใจกลางกรุงเทพฯ สู่เมืองการบินภาคตะวันออกภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ทำให้อู่ตะเภาไม่ใช่สนามบินปลายทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบคมนาคมไร้รอยต่อ เชื่อมเมืองหลวงกับฐานอุตสาหกรรมและเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออกอย่างชลบุรี ระยอง และพัทยา
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของโครงการไฮสปีดเทรนไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คาด ความล่าช้าจากปัจจัยด้านสัญญา การเงิน และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูงต้องใช้เวลาในการปรับแผนและทบทวนโครงสร้าง ในขณะที่หลายโครงการอาจเลือก “ชะลอ” เพื่อรอความพร้อมของระบบราง แต่สำหรับเมืองการบินอู่ตะเภา รัฐและเอกชนกลับเลือกเดินเกมอีกแบบ
นั่นคือการเดินหน้าพัฒนาโครงการสนามบินและ Airport City ต่อไป โดยไม่ผูกชะตาทั้งหมดไว้กับไฮสปีดเทรน
การตัดสินใจนี้สะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ว่า เมืองการบินต้องยืนได้ด้วยตัวเองก่อน โครงสร้างพื้นฐานหลักอย่างอาคารผู้โดยสาร ทางวิ่ง ระบบโลจิสติกส์ และพื้นที่เศรษฐกิจโดยรอบ สามารถเริ่มสร้างมูลค่าได้ทันทีผ่านการบิน การขนส่งสินค้า และกิจกรรมทางธุรกิจ แม้การเชื่อมต่อด้วยไฮสปีดเทรนจะช่วยเพิ่มศักยภาพในระยะยาว แต่ไม่ใช่เงื่อนไขเดียวของความสำเร็จ ในระยะสั้น อู่ตะเภายังเชื่อมต่อกับกรุงเทพฯ และ EEC ผ่านโครงข่ายมอเตอร์เวย์ ถนนหลัก และระบบโลจิสติกส์ทางบกที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นขับเคลื่อนเมืองการบิน
ในอีกมุมหนึ่ง การเดินหน้าโครงการโดยไม่รอไฮสปีดเทรน ยังเป็นการส่งสัญญาณความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศว่า เมืองการบินภาคตะวันออกไม่ใช่ “โครงการตามเงื่อนไข” แต่เป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจที่รัฐและเอกชนพร้อมลงทุนจริง ภายใต้สัมปทาน 50 ปี ของบริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) การพัฒนาเฟส 1 จึงมุ่งสร้างสินทรัพย์หลักที่จับต้องได้ ทั้งสนามบินพาณิชย์ระดับนานาชาติ Air Cargo & Logistics และ Airport City ซึ่งจะเริ่มดึงดีมานด์ก่อน เมื่อถึงวันที่ไฮสปีดเทรนแล้วเสร็จ เมืองการบินแห่งนี้ก็จะพร้อม “ต่อยอด” ทันที ไม่ใช่เริ่มต้นจากศูนย์
ในเชิงภาพใหญ่ เมืองการบินอู่ตะเภาจึงเปรียบเสมือนเมืองที่ถูกออกแบบให้เติบโตเป็นลำดับขั้น ไม่ได้รอทุกชิ้นส่วนสมบูรณ์พร้อมก่อนขยับ แต่ค่อย ๆ สร้างแกนเศรษฐกิจหลักให้แข็งแรง แล้วเปิดรับโครงข่ายใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาเสริมในอนาคต ไฮสปีดเทรนยังคงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ แต่ไม่ใช่ตัวกำหนดชะตาทั้งหมดของโครงการ
ท้ายที่สุด เรื่องราวของอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก จึงสะท้อนแนวคิดการพัฒนาเมืองยุคใหม่ของ EEC อย่างชัดเจน นั่นคือการไม่รอความสมบูรณ์แบบ แต่เลือก “เดินหน้า” บนความเป็นไปได้จริง สร้างความเชื่อมั่น สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และค่อย ๆ เชื่อมต่ออนาคตเข้ามาทีละขั้น เมื่อวันนั้นมาถึง วันที่สนามบิน เมืองการบิน และไฮสปีดเทรนเชื่อมถึงกันอย่างสมบูรณ์ อู่ตะเภาจะไม่ได้เป็นแค่ปลายทางของรถไฟความเร็วสูง แต่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตมาก่อนหน้าแล้วอย่างมั่นคง


