posttoday

"อาคารเพื่อสุขภาพ" ก็มา เมื่อคุณภาพอากาศในอาคาร สำคัญไม่แพ้การออกแบบ

28 มกราคม 2569

ในยุคที่เมืองเผชิญฝุ่น PM2.5 และมลพิษต่อเนื่อง คุณภาพอากาศภายในอาคารจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดสุขภาพ ความสบาย และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยพอ ๆ กับทำเลและดีไซน์

KEY

POINTS

  • แนวคิด "อาคารเพื่อสุขภาพ" กำลังเป็นที่นิยม โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศภายในอาคารเทียบเท่ากับทำเลและการออกแบบ เพื่อรับมือกับปัญหามลพิษอย่าง PM2.5 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย
  • หัวใจสำคัญของอาคารเพื่อสุขภาพคือการใช้ระบบถ่ายเทและกรองอากาศเชิงรุก (Active Ventilation) ที่สามารถเติมอากาศบริสุทธิ์จากภายนอกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกรองฝุ่นละเอียดและลดการสะสมของมลพิษภายในอาคาร
  • เทคโนโลยีด้านคุณภาพอากาศได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโครงการที่อยู่อาศัยยุคใหม่ โดยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อติดตั้งระบบที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน และทำงานเงียบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

คุณภาพอากาศภายในอาคารกำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการออกแบบที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะในมหานครอย่างกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างต่อเนื่องในหลายช่วงของปี งานวิจัยจากองค์การอนามัยโลกและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากยืนยันตรงกันว่า การสัมผัสฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศในระยะยาวมีความเชื่อมโยงกับโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กและประสิทธิภาพการทำงานของผู้ใหญ่ การจัดการอากาศภายในอาคารจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสบาย แต่เป็นประเด็นด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

 

ในบริบทนี้ แนวคิดเรื่อง “อาคารเพื่อสุขภาพ” หรือ Healthy Building ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หนึ่งในหัวใจสำคัญของแนวคิดดังกล่าวคือระบบถ่ายเทและกรองอากาศที่สามารถควบคุมคุณภาพอากาศภายในได้อย่างต่อเนื่องและเชื่อถือได้ แทนการพึ่งพาการเปิดหน้าต่างหรือการใช้เครื่องฟอกอากาศเฉพาะจุดเพียงอย่างเดียว งานศึกษาด้านวิศวกรรมอาคารระบุว่า การเติมอากาศใหม่อย่างสม่ำเสมอช่วยลดความเข้มข้นของสารมลพิษภายในอาคาร ลดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยรักษาระดับออกซิเจนให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการทำงานของสมองและระบบไหลเวียนโลหิต

 

โครงการที่อยู่อาศัยยุคใหม่จึงเริ่มหันมาออกแบบระบบระบายอากาศเชิงรุก (active ventilation) มากขึ้น แทนการระบายอากาศแบบพาสซีฟเพียงอย่างเดียว ระบบเหล่านี้มักประกอบด้วยพัดลมเติมอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง ชุดกรองฝุ่นละเอียด และการควบคุมการไหลเวียนอากาศให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่และจำนวนผู้อยู่อาศัย หลักการสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่าง “อากาศใหม่จากภายนอก” กับ “การป้องกันมลพิษ” ซึ่งต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีการกรองและการออกแบบระบบที่รัดกุม

 

"อาคารเพื่อสุขภาพ" ก็มา เมื่อคุณภาพอากาศในอาคาร สำคัญไม่แพ้การออกแบบ

 

ในกรณีของคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างโครงการ “วันเวลา ณ เจ้าพระยา” แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาปรับใช้ผ่านระบบถ่ายเทอากาศแบบรวมศูนย์ที่ทำหน้าที่เสมือนปอดของอาคาร โดยใช้แพลตฟอร์ม AirPlus² ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับโซลูชันพัดลมและระบบระบายอากาศประสิทธิภาพสูงจากเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ระบบถูกออกแบบให้สามารถเติมอากาศใหม่ได้อย่างต่อเนื่องในอัตราสูงสุดประมาณ 150 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงต่อยูนิต ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับข้อแนะนำด้านการระบายอากาศสำหรับอาคารพักอาศัยในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นสูง

 

หัวใจของระบบอยู่ที่พัดลมเติมอากาศแบบประหยัดพลังงานของเดลต้า ซึ่งใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูงและการออกแบบใบพัดที่ลดแรงต้านอากาศ ทำให้สามารถทำงานต่อเนื่องได้ด้วยระดับเสียงรบกวนต่ำเพียงราว 23 เดซิเบล ระดับเสียงดังกล่าวอยู่ในช่วงที่แทบไม่รบกวนการพักผ่อนหรือการทำงานภายในห้อง ระบบนี้ช่วยให้อาคารสามารถรักษาการไหลเวียนของอากาศใหม่ได้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องแลกกับความไม่สบายด้านเสียงหรือการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

"อาคารเพื่อสุขภาพ" ก็มา เมื่อคุณภาพอากาศในอาคาร สำคัญไม่แพ้การออกแบบ

 

ในด้านคุณภาพอากาศ พัดลมเติมอากาศของเดลต้าถูกผสานเข้ากับชุดกรองฝุ่นละเอียดที่ออกแบบมาเพื่อลดการนำฝุ่น PM2.5 และมลพิษจากภายนอกเข้าสู่พื้นที่อยู่อาศัย การเติมอากาศใหม่อย่างต่อเนื่องช่วยเจือจางความเข้มข้นของฝุ่นและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในห้อง ขณะเดียวกันยังช่วยรักษาระดับออกซิเจนให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการทำงานของสมองและระบบไหลเวียนโลหิต แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการออกแบบอาคารเพื่อสุขภาพที่เน้นการควบคุมคุณภาพอากาศเชิงรุกมากกว่าการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุด้วยเครื่องฟอกอากาศเฉพาะจุด

 

นอกจากพื้นที่อยู่อาศัยหลักแล้ว เดลต้ายังมีบทบาทในพื้นที่ใช้งานเฉพาะผ่านระบบพัดลมดูดอากาศอัจฉริยะที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ระบบสามารถเปิดทำงานอัตโนมัติเมื่อมีการใช้งานพื้นที่ และทำงานต่อเนื่องตามเวลาที่ตั้งไว้เพื่อระบายความชื้น กลิ่น และสารมลพิษตกค้าง กลไกตั้งหน่วงเวลาและการปรับรอบความเร็วอัตโนมัติช่วยให้การระบายอากาศเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงโดยไม่สิ้นเปลืองพลังงานเกินความจำเป็น ซึ่งสะท้อนแนวคิดการออกแบบระบบที่ผสานทั้งสุขภาพและประสิทธิภาพพลังงานเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

 

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่อัตราการไหลของอากาศ แต่รวมถึงคุณภาพของอากาศที่ถูกนำเข้ามาในอาคาร ระบบกรองฝุ่นละเอียดในระดับที่สามารถดักจับอนุภาค PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระต่อปอดและระบบภูมิคุ้มกันของผู้อยู่อาศัย ขณะเดียวกัน การเติมอากาศใหม่อย่างสม่ำเสมอยังช่วยลดการสะสมของสารระเหยอินทรีย์ (VOCs) จากเฟอร์นิเจอร์ สีทาอาคาร และวัสดุตกแต่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่มักถูกมองข้ามแต่มีผลต่ออาการระคายเคืองตา คอ และอาการปวดศีรษะเรื้อรังในระยะยาว

 

"อาคารเพื่อสุขภาพ" ก็มา เมื่อคุณภาพอากาศในอาคาร สำคัญไม่แพ้การออกแบบ

 

อีกมิติหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมคือระบบระบายอากาศอัจฉริยะในพื้นที่เฉพาะ เช่น ห้องน้ำและห้องครัว การติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวและระบบตั้งหน่วงเวลา ช่วยให้การระบายความชื้น กลิ่น และสารมลพิษเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้หลังจากผู้ใช้ออกจากพื้นที่แล้ว แนวทางนี้สอดคล้องกับข้อแนะนำของสมาคมวิศวกรรมการปรับอากาศและระบายอากาศระหว่างประเทศ (ASHRAE) ที่เน้นให้มีการควบคุมคุณภาพอากาศตามพฤติกรรมการใช้งานจริง เพื่อลดการใช้พลังงานโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพด้านสุขภาพ

 

ในเชิงพลังงาน ระบบระบายอากาศสมัยใหม่ยังต้องตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน การเลือกใช้มอเตอร์ประสิทธิภาพสูง การออกแบบใบพัดให้ลดแรงต้านอากาศ และการควบคุมความเร็วรอบตามภาระงานจริง ล้วนช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดอาคารประหยัดพลังงานและเป้าหมายด้าน ESG ของภาคอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในระบบคุณภาพอากาศจึงไม่ใช่ต้นทุนส่วนเกิน แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ส่งผลทั้งต่อสุขภาพผู้อยู่อาศัยและต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว

 

ความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันอากาศสะอาดในกรณีนี้ สะท้อนให้เห็นทิศทางใหม่ของตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนในประเทศไทย ซึ่งเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพภายใน” ไม่แพ้ทำเล วิว หรือการออกแบบภายนอก การมีระบบถ่ายเทและกรองอากาศที่ได้มาตรฐานสากลกำลังกลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของโครงการยุคใหม่ มากกว่าจุดขายเฉพาะกลุ่ม

 

ในภาพรวม การพัฒนาเทคโนโลยีคุณภาพอากาศภายในอาคารถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในเมืองใหญ่ ท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและมลพิษที่มีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้น อาคารที่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมอากาศสะอาดได้อย่างต่อเนื่องจะมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพประชากรเมืองในระยะยาว และอาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัยที่ผสานทั้งเทคโนโลยี วิศวกรรม และความใส่ใจต่อคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

รู้ไว้! 14 ภัยที่คนไทยจะได้แจ้งเตือนจาก “Cell Broadcast” ของ ปภ.