Reciprocal Tariff เขย่าโลกการค้า พาณิชย์เร่งดันไทยเป็น Hub ซัพพลายเชน ลดเสี่ยงพึ่งตลาดเดียว
เมื่อโลกการค้าไม่วัดกันแค่ราคา แต่ตัดสินกันที่ ‘ความเชื่อมั่น’ ไทยจะเดินหน้าสู้เกม Reciprocal Tariff หรือหยุดอยู่ที่ทางแยก ?
KEY
POINTS
- เมื่อโลกการค้าไม่วัดกันแค่ราคา แต่ตัดสินกันที่ ‘ความเชื่อมั่น’
- ไทยจะเดินหน้าสู้เกม Reciprocal Tariff หรือหยุดอยู่ที่ทางแยก ?
ในวันที่สงครามการค้าไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่คือเกมอำนาจและความเชื่อมั่นของทั้งโลก ประเทศเล็กอย่างไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ จะเป็นเพียงผู้ตามในห่วงโซ่อุปทาน หรือก้าวขึ้นเป็นพันธมิตรที่โลกขาดไม่ได้ ?
คำถามนี้ถูกหยิบขึ้นมาถกอย่างจริงจัง ท่ามกลางแรงกดดันจาก Reciprocal Tariff และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ บนเวทีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานสัมมนาภายใต้โครงการเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เรื่อง “ประเทศไทยกับ RECIPROCAL TARIFF เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้ ?” ว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความขัดแย้งและภาวะขั้วอำนาจสุดโต่งที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนเชิงรุก
โดยเน้นการวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานโลก และยกระดับบทบาทไทยให้เป็นส่วนสำคัญของระบบการผลิตของประเทศคู่ค้า ผ่านการเข้าใจความต้องการของตลาด การพัฒนามาตรฐาน และการแสวงหาประโยชน์ร่วม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น หรือ Trust Currency ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดของการค้า
ทั้งนี้ แม้มาตรการภาษีตอบโต้และอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจะเพิ่มความท้าทายมากขึ้น แต่การเจรจาการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างมีประสิทธิภาพ และการบริหารนโยบายอย่างต่อเนื่อง จะช่วยรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการและประเทศ พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ
โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมยืนเคียงข้างและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวและก้าวผ่านความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการเสวนาร่วมกับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ-หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
โดยในการเสวนาฯ ได้ย้ำว่าการป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเรื่องที่กรมการค้าต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น
รวมทั้งให้ความสำคัญกับการให้ความรู้กับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวทางป้องกันและตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ส่งออกจากไทยมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยจริง
ทั้งนี้ ในปี 2568 กรมการค้าต่างประเทศ ได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ไปสหรัฐฯ จำนวน 96,763 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 8,221.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.70% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อาหารสุนัขหรือแมว และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น
เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯการพึ่งพาตลาดส่งออกใดเพียงตลาดเดียวถือเป็นความเสี่ยงต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย ดังนั้น ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญกับการกระจายตลาดส่งออกเพื่อเพิ่มทางเลือกทางการค้า ผ่านการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่ควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยง และเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ภาคการส่งออกของไทย
ในปี 2567 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีการส่งออกสินค้าโดยใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA มีมูลค่ารวม 11,563 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดปลายทางหลักอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ตามลำดับ
แต่ยังมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA พบว่ามีมูลค่าการส่งออกกว่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาทิ สินค้าเครื่องจักร อากาศยาน อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆซึ่งกรมการค้าต่างประเทศและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้าน FTA เพิ่มเติมให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปีนี้
โดยจัดสัมมนาในลักษณะ “ซีรีส์ตามตลาดปลายทาง” ที่เป็นตลาดหลักของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนฯ เช่น จีน อาเซียน และญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนธุรกิจและการขยายตลาดส่งออกได้อย่างตรงจุดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น.


