ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดีฮั้วสว. เกมยืดเวลา สำนวนอั้งยี่–ฟอกเงินต้องรอ กกต.ชี้ขาด
อัยการตีกลับสำนวนคดีอั้งยี่–ฟอกเงิน ฮั้วสว. ดร.ณัฏฐ์ชี้เป็น “คดีสาขา” ต้องรอผลวินิจฉัย กกต. ก่อนชี้มีความผิดอาญาหรือไม่
KEY
POINTS
• คดีฮั้ว สว. แบ่งเป็นคดีหลักของ กกต. และคดีสาขาอั้งยี่–ฟอกเงินของ DSI
• อัยการตีกลับสำนวน เพราะต้องรอผลวินิจฉัย กกต. เป็นเงื่อนไขก่อนดำเนินคดีอาญา
• กระบวนการไต่สวนที่ยืดเยื้อและโครงสร้างผู้ตัดสิน ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระ
28 ม.ค. 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นต่อกรณีอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 มีคำสั่งตีกลับสำนวนคดีอั้งยี่และฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 กลับไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อให้สอบสวนเพิ่มเติม
ดร.ณัฏฐ์อธิบายว่า คดีฮั้ว สว. แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ “คดีหลัก” และ “คดีสาขา” โดยคดีหลักอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งรับไต่สวนกรณีฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ขณะที่คดีอาญาฐานอั้งยี่ สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน เป็นคดีสาขาที่ DSI รับดำเนินการ เนื่องจากมีธุรกรรมทางการเงินมูลค่าสูงกว่า 300 ล้านบาท
สาระสำคัญอยู่ที่สถานะของคดีหลัก ซึ่งปัจจุบัน กกต. ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาด หากยังไม่ปรากฏผลว่ามีการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งตามมาตรา 77 (1) การเดินหน้าคดีอาญาในคดีสาขาย่อมไม่สมบูรณ์ เนื่องจากเป็น “เงื่อนไขบังคับก่อน” สำหรับการพิจารณาความผิดฐานฟอกเงิน
ดร.ณัฏฐ์มองว่า นี่คือเหตุผลหลักที่อัยการตีกลับสำนวน เพราะหากดำเนินคดีอาญาโดยข้ามขั้นตอน อาจกระทบต่ออำนาจสอบสวนและอำนาจฟ้องในอนาคต แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้ผลวินิจฉัยของ กกต. ผูกพันต่อการดำเนินคดีอาญาโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติ คดีเลือกตั้งมีลักษณะเฉพาะ ต้องอาศัยผลชี้ขาดจากองค์กรเจ้าภาพก่อน
อย่างไรก็ดี ในมิติการเมือง ดร.ณัฏฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการไต่สวนของ กกต. ใช้เวลายาวนานผิดปกติ และ กกต. ชุดปัจจุบันซึ่งเข้ามาหลังการเปลี่ยนผ่าน ต่างได้รับความเห็นชอบจาก สว. เสียงข้างมาก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาในคดีเดียวกัน อาจก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นอิสระในการชี้ขาด ไม่ต่างจากแนวคิด “ผลไม้จากต้นไม้ที่เป็นพิษ”


