
เวียตเจ็ทฯ บิน “กรุงเทพฯ – ฟูโกว๊ก” ตอกย้ำโลว์คอสต์ไทยรายแรกที่ใช้ SAF
เวียตเจ็ทไทยแลนด์สานต่อ Fly Green เปิดเที่ยวบินโลว์คาร์บอน BKK–ฟูโกว๊ก ด้วย SAF ครั้งที่สอง ลดคาร์บอนสูงสุด 80% ตั้งเป้าลดรวม 153,000 ตัน
สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (Vietjet Thailand) ได้ประกาศเดินหน้าตอกย้ำพันธกิจด้านความยั่งยืนภายใต้โครงการ “Fly Green” ด้วยการเปิดให้บริการเที่ยวบินโลว์คาร์บอน (Green Route) เส้นทาง “กรุงเทพฯ – ฟูโกว๊ก” ประเทศเวียดนาม
การเปิดเที่ยวบินนี้ถือเป็นเที่ยวบินพาณิชย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครั้งที่สองของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ที่ริเริ่มการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF) นับเป็นสายการบินต้นทุนต่ำรายแรกในภูมิภาคที่ริเริ่มโครงการดังกล่าว โดยเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในการเปิดตัว Green Route ครั้งแรกในเส้นทาง “กรุงเทพฯ – ดานัง” เมื่อปี 2567
ความร่วมมือและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้ร่วมมือกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ในการนำร่องการใช้น้ำมัน SAF โดยมี บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) เป็นผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า สายการบินฯ ให้ความสำคัญต่อพันธกิจความยั่งยืนในภาคการบิน โดยมุ่งเน้นการเติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม การสานต่อโครงการ Fly Green ด้วยการใช้เชื้อเพลิง SAF ในเส้นทาง “กรุงเทพฯ – ฟูโกว๊ก” นี้ เป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการบินสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
เที่ยวบินโลว์คาร์บอนเส้นทางนี้สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเฉลี่ยได้ประมาณ 250 กิโลคาร์บอนต่อเที่ยวบิน หรือ 0.9% และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุดถึง 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป ทั้งนี้ น้ำมัน SAF ที่ใช้ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานการบินสากล (ASTM D7566) และยังคงมีประสิทธิภาพในการทำงานเทียบเท่ากับน้ำมันเชื้อเพลิง Jet A-1 ตามปกติ โดยไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติการบินของอากาศยาน
เป้าหมายระยะยาวและการรับมือกับความท้าทาย
เวียตเจ็ทไทยแลนด์มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมัน SAF ในเที่ยวบินพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อขานรับมาตรการขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ด้านการลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
แผนการดำเนินงานของสายการบิน
• เพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมัน SAF อย่างน้อย 1% ภายในปี 2569 ครอบคลุมทุกเส้นทางบิน
• เพิ่มอัตราการใช้น้ำมัน SAF ในสัดส่วน 5% ผสมกับเชื้อเพลิง Jet A-1 สัดส่วน 95% สำหรับทุกเส้นทางบินภายในปี 2573
จากการดำเนินการนี้ คาดการณ์ว่าจะสามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า 153,000 ตัน ภายในระยะเวลา 6 ปี สะท้อนความมุ่งมั่นในการก้าวสู่การเป็นสายการบินที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นายวรเนติ กล่าวเสริมว่า การใช้เชื้อเพลิง SAF ไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ให้ผู้โดยสารทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างการเดินทางอย่างยั่งยืน เพียงแค่เลือกใช้บริการกับเวียตเจ็ทไทยแลนด์
ในส่วนของภาพรวมอุตสาหกรรม การใช้น้ำมัน SAF อาศัยความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทางธุรกิจที่สำคัญ สถานการณ์ความต้องการน้ำมัน SAF ในภาคอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกและภูมิภาคมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของ ICAO
แม้ว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพสูงในการผลิตน้ำมัน SAF จากวัตถุดิบชีวภาพหลากหลายชนิด อาทิ น้ำมันพืชใช้แล้ว ขยะชีวมวล และก๊าซชีวภาพจากของเสีย แต่การใช้น้ำมัน SAF ยังคงมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไปหลายเท่าตัว จึงจำเป็นต้องอาศัยการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกภาคส่วน ตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐ ผู้ผลิตเชื้อเพลิง ภาคธุรกิจท่องเที่ยว ไปจนถึงผู้โดยสาร







