
ธนาคารโลก เร่งปฏิรูปใหญ่ ชู 3 เสาหลัก รับมือวิกฤตแรงงานรุ่นใหม่ 800 ล้านคน
ประธานธนาคารโลก เร่งปฏิรูปองค์กร มุ่งแก้ช่องว่างแรงงานรุ่นใหม่ เตือน 800 ล้านคน เสี่ยงไร้งาน โชว์แผนระดมทุนเอกชนพุ่ง 3 เท่า สู่ 1.12 แสนล้านดอลลาร์ ขับเคลื่อน 3 เสาหลัก มุ่งสร้างงานยั่งยืน
KEY
POINTS
- ธนาคารโลกเผชิญความท้าทายวิกฤตแรงงานรุ่นใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา ที่คาดว่าจะมีเยาวชนกว่า 800 ล้านคนเสี่ยงต่อการว่างงานในอนาคต
- เสนอแนวทางปฏิรูปผ่าน 3 เสาหลักเพื่อสร้างงาน ได้แก่ การสร้างรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน, การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อการลงทุน, และการบริหารความเสี่ยงเพื่อดึงดูดทุนภาคเอกชน
- โชว์แผนระดมทุนจากภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 3 เท่า เพื่อนำไปสนับสนุน 5 ภาคส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
วันที่ 16 ต.ค.2569 การประชุมเต็มคณะและการกล่าวถ้อยแถลงผู้นำในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) แถลงต่อที่ประชุมฯ ถึงความคืบหน้าการปฏิรูปองค์กรครั้งสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตการณ์โลกที่ซับซ้อน ทั้งปัญหาความขัดแย้ง ฐานะการคลังที่ตึงตัว ภาระหนี้สินที่พุ่งสูง ตลอดจนต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยความท้าทายหลักของโลกในปัจจุบัน คือ การเร่งสร้างงาน เพื่อรองรับแรงงานรุ่นใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา
วิกฤตแรงงานคนรุ่นใหม่เสี่ยงไร้งาน
บังกา ย้ำถึงความท้าทายด้านประชากรศาสตร์ว่า ในช่วงเวลาไม่ถึง 15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ในประเทศกำลังพัฒนาหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดแรงงานกว่า 1,200 ล้านคน ขณะที่ตลาดแรงงานคาดว่าจะสามารถรองรับตำแหน่งงานได้เพียง 400 ล้านตำแหน่ง เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ที่ทำให้เยาวชนจำนวน 800 ล้านคน อาจต้องเผชิญกับการไม่มีงานทำ
เขาระบุว่า “งาน” ไม่ใช่แค่สถิติทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างเยาวชนที่มีโอกาสเติบโต กับเยาวชนที่ต้องเผชิญความสิ้นหวัง การเลือกและดำเนินการในวันนี้จึงเป็นตัวกำหนดอนาคตของคนรุ่นต่อไป
ระดมทุนเอกชนพุ่ง 3 เท่า สู่ 1.12 แสนล้านดอลลาร์
ในการรับมือกับงบประมาณภาครัฐที่มีจำกัด บังกา ได้ขับเคลื่อนการปฏิรูปภายในธนาคารโลกหลายด้าน ได้แก่
- การลดขั้นตอนการทำงาน ปรับลดระยะเวลาดำเนินโครงการ และปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จจาก 15 รายการ เป็น 20 รายการ
- การเพิ่มกรอบการร่วมทุน เพิ่มความสามารถในการร่วมเสนอเงินทุน (Co-financing capacity) มากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
- การดึงดูดทุนภาคเอกชน สามารถเพิ่มการระดมทุนภาคเอกชนจากประมาณ 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว เมื่อรวมกับงบประมาณของธนาคารโลกแล้ว สามารถสร้างวงเงินสนับสนุนทางการเงินรวมได้มากกว่า 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- โฟกัส 5 สาขาหลัก กว่า 55% ของเงินทุนถูกจัดสรรไปยัง 5 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน, เกษตรและธุรกิจเกษตร, สาธารณสุข, การท่องเที่ยว และการผลิต ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานที่มั่นคง
3 เสาหลัก หนุนสร้างงาน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
บังกา ระบุถึง 3 เสาหลัก ในการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการสร้างงานในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่
1. การสร้างรากฐานที่มั่นคง มุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและการพัฒนาคน เช่น ระบบสาธารณสุข การศึกษา ระบบน้ำ และการคมนาคมขนส่ง โดยในปีที่ผ่านมาธนาคารโลกจัดสรรงบประมาณเกือบ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณ เพื่อสร้างรากฐานเหล่านี้
2. การปฏิรูปกฎระเบียบและนโยบาย เน้นการเสริมสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง ปรับปรุงกฎระเบียบและข้อบังคับให้มีความเรียบง่าย เพื่อเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุน โดยราว 30% ของเงินทุนภาครัฐถูกนำไปใช้สนับสนุนการปฏิรูปนโยบายและเชิงสถาบันนี้
3. การบริหารและลดความเสี่ยงทางการลงทุน การใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อแก้ปัญหาความเสี่ยงที่ขัดขวางภาคเอกชน เช่น ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน การค้ำประกัน และการร่วมท ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจและดึงดูดทุนภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
นอกจากนี้ ในภาพรวมของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ บังกา ได้เน้นย้ำถึงการผสานพลังร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อเป็นกลไกหลักในการพัฒนา ประกอบด้วย การเงินภาครัฐ (Public Finance) เงินทุนและการพัฒนาจากภาคเอกชน (Private Capital & Development) องค์กรการกุศล (Philanthropy)
เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ระดับโลก ไฟฟ้า-น้ำ-สาธารณสุข
นอกจากนี้ บังกา ได้เปิดเผยความคืบหน้าของภารกิจหลัก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่
1. Mission 300 (ไฟฟ้าในแอฟริกา) ความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาแอฟริกา (AfDB) และพันธมิตร เพื่อนำไฟฟ้าพลังงานสะอาดไปสู่ประชาชน 300 ล้านคน ในทวีปแอฟริกา ภายในปี 2030 ซึ่งปัจจุบันขยายการเข้าถึงได้แล้วเกือบ 60 ล้านคน
2. การเข้าถึงน้ำสะอาดและการเกษตร ตั้งเป้าช่วยประชาชน 1,000 ล้านคน ภายในปี 2030 ซึ่งรวมถึงการจัดหาน้ำสะอาดให้ประชาชน 150 ล้านคน และการสนับสนุนภาคการเกษตร 300 ล้านคน
3. ระบบสาธารณสุข ตั้งเป้าให้ประชาชน 1,500 ล้านคน เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้ภายในปี 2030 โดยขณะนี้ดำเนินการครอบคลุมแล้วกว่า 600 ล้านคน
4. สภาการจ้างงานและการหนุน MSME จัดตั้งสภาการจ้างงาน (Jobs Council) เพื่อกำหนดนโยบายสร้างงาน และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สนับสนุนธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) โดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ากับผู้ซื้อรายใหญ่
บังกา สรุปทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปคือการทำให้ภาคเอกชนและประเทศต่างๆ สามารถพึ่งพาตนเองได้ จนกระทั่งธนาคารโลกไม่จำเป็นต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนอีกต่อไป โดยการผนึกกำลังระหว่างงบประมาณภาครัฐ เงินทุนเอกชน องค์กรการกุศล และเทคโนโลยี จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างงานและอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่คนรุ่นต่อไป







