
แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์
ผู้ว่าการ ธปท. เผย AI และบริการชำระเงินดิจิทัล กำลังเปลี่ยนโฉมการเงินโลก ผนึกกำลัง IMF และกลุ่มธนาคารโลก เปิดตัว Bangkok Blueprint วางมาตรการสกัดภัยไซเบอร์
KEY
POINTS
- ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่านวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างโอกาสใหม่ ๆ ในภาคการเงิน แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายและความเสี่ยงด้านภัยไซเบอร์และการฉ้อโกงทางการเงินดิจิทัล
- ธปท. ได้วางกรอบการพัฒนานวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบเพื่อรับมือความท้าทาย โดยตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีที่มั่นคง (Sound Technology) ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง (Sound Governance) และหลักเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืน (Sound Economics)
- เป้าหมายของ 3 เสาหลักคือการส่งเสริมนวัตกรรมพร้อมกับคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้มั่นใจว่าบริการทางการเงินจะมีความปลอดภัย ทั่วถึง ยืดหยุ่น และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
การประชุมใหญ่ประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ในวันที่ 17 ต.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดเสวนา G30 International Banking Seminar ครั้งที่ 41 ว่า ความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ตั้งแต่ปัญหาหนี้สาธารณะ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเงินนอกระบบ ไปจนถึงการพึ่งพาเทคโนโลยี ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงตลาดการเงินและส่งผลต่อเสถียรภาพของธนาคารกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน ภูมิทัศน์ทางการเงินทั่วโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันประชากรเกือบ 8 ใน 10 คนทั่วโลกมีบัญชีทางการเงิน เพิ่มขึ้นจากประมาณครึ่งหนึ่งในปี 2554 ซึ่งการเข้าถึงบริการออนไลน์ได้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ
นอกจากนี้ นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังสร้างโอกาสใหม่ ๆ นอกเหนือจากการทำให้บริการทางการเงินรวดเร็วหรือมีราคาถูกลง เช่น การเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับการตัดสินใจ และเปิดโอกาสให้เกิดผลิตภัณฑ์ รวมถึงโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ในภาคการเงิน
AI ยังสามารถช่วยปรับปรุงการประเมินสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และบุคคลที่มีประวัติทางการเงินจำกัด นอกจากนี้ ยังให้ระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนและการชำระบัญชีมีความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวยังมาพร้อมกับความท้าทายใหม่ ๆ ทั้งความเสี่ยงด้านภัยไซเบอร์ ความรวดเร็วและสเกลที่อาจทำให้ภัยคุกคามกระจายตัวได้เร็วขึ้น ตลอดจนความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และการปฏิบัติงานที่อาจกระทบต่อสถาบันการเงิน
ในมิติของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนวัตกรรม ประเทศไทยได้ดำเนินโครงการ “พร้อมเพย์” (PromptPay) ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และปัจจุบันมีผู้ใช้บริการลงทะเบียนมากกว่า 83 ล้านราย
โดยในปี 2568 มีปริมาณธุรกรรมผ่านระบบสูงถึง 54 ล้านล้านบาท ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย และมีการโอนเงินสูงสุดถึง 2 ล้านบาทต่อครั้ง พร้อมเพย์ได้ช่วยยกระดับการชำระเงินรายย่อย ขยายบริการทางการเงินไปสู่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มร้านค้ารายย่อย (Small Merchants) ได้อย่างทั่วถึง
ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ภารกิจสำคัญคือการส่งเสริมนวัตกรรมพร้อมกับการวางมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค รักษาความรวมกลุ่ม (Inclusion) รวมถึงความเสถียรภาพทางการเงินและความเชื่อมั่นของประชาชน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ผ่านกรอบการพัฒนานวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Innovation Framework) ซึ่งตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก ได้แก่
1.เทคโนโลยีที่มั่นคง (Sound Technology)
2.ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง (Sound Governance)
3.หลักเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืน (Sound Economics)
เสาหลักทั้งสามนี้จะทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน เพื่อให้มั่นใจว่าการให้บริการทางการเงินจะเป็นไปอย่างปลอดภัย ครอบคลุม และมีความยืดหยุ่น
ในบริบทนี้ ปัญหาเร่งด่วนที่เรากำลังเผชิญร่วมกัน คือ ภัยทางการเงินดิจิทัล (Digital Fraud) ซึ่งกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายมหาศาล และเป็นปัญหาระดับโลก เนื่องจากภัยทางการเงินดิจิทัลดำเนินงานข้ามพรมแดน จึงจำเป็นต้องอาศัยแนวทางแก้ไขในระดับสากล
ด้วยเหตุนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก (World Bank) ภายใต้ความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. )จึงได้ร่วมกันเปิดตัว “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” ครอบคลุม 12 แนวทาง ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่
1.Prevention การป้องกันการฉ้อโกงก่อนเกิดความเสียหาย
2.Detection การตรวจจับธุรกรรมหรือพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง
3.Response การตอบสนองและจัดการเมื่อเกิดเหตุ
4.Information Sharing การแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
5.Accountabilities การกำหนดความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน
เพื่อเป็นแนวทางอ้างอิงที่แต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง พร้อมทั้งส่งเสริมความสอดคล้องและความร่วมมือข้ามพรมแดน การกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน การแบ่งปันข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม จะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบในระดับนานาชาติ







