เคาะแล้ว! กฎใหม่เรียกรถ ไรเดอร์ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ ห้ามสวมรอย
เช็กด่วน! กฎหมายใหม่ Ride Sharing เจาะลึกหน้าที่ "แพลตฟอร์ม-ไรเดอร์-ผู้โดยสาร" ใครได้ใครเสีย? เริ่มใช้ ต.ค. 68
บริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน หรือ Ride Sharing ได้กลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทย ด้วยมูลค่าตลาดที่คาดว่าจะสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาทภายในปี 2568
แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ก็นำมาซึ่งความท้าทายด้านความปลอดภัยและความเป็นธรรม
เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่น ล่าสุด ETDA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออก "ประกาศฉบับใหม่" ภายใต้กฎหมาย DPS ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการ Ride Sharing ไปตลอดกาล
โดยประกาศนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2568 เรามาเจาะลึกกันว่าแต่ละฝ่าย ทั้งแพลตฟอร์ม ไรเดอร์ และผู้โดยสาร จะมีหน้าที่อะไรเพิ่มขึ้น และจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง
แพลตฟอร์ม Ride Sharing คืออะไร
เดิมทีแพลตฟอร์ม Ride Sharing ถูกมองว่าเป็นเพียงตัวกลางเชื่อมระหว่างคนขับและผู้โดยสาร
แต่ภายใต้กฎหมายใหม่ แพลตฟอร์มจะต้องรับบทบาทเป็น "ผู้กำกับดูแลและควบคุม" อย่างเต็มตัว โดยมีหน้าที่เพิ่มเติมที่สำคัญดังนี้:
- ตรวจสอบคุณสมบัติไรเดอร์และรถยนต์:
- ต้องให้บริการโดยรถที่จดทะเบียนเป็น รถสาธารณะ เท่านั้น
- คนขับต้องมี ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- ยืนยันตัวตนเข้มข้น (KYC):
- ต้องพิสูจน์และยืนยันตัวตนของทั้งไรเดอร์และผู้โดยสาร (ชื่อ-สกุล, บัตรประชาชน)
- กรณีสมัครออนไลน์ ต้องใช้ระบบ Digital ID ที่น่าเชื่อถือ เช่น ThaID
- ต้องมีการยืนยันตัวตนทุกครั้งที่เข้าใช้บริการ
- แสดงข้อมูลโปร่งใส:
- ผู้โดยสารต้องเห็นข้อมูลสำคัญก่อนใช้บริการเสมอ เช่น ชื่อ-รูปถ่ายไรเดอร์, เลขใบอนุญาต, ทะเบียนรถ, ตำแหน่ง GPS, เส้นทาง, และค่าโดยสารที่ชัดเจน
- สร้างช่องทางช่วยเหลือและระงับข้อพิพาท:
- ต้องมีระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน ขอความช่วยเหลือ หรือร้องเรียนได้ทันที
- ต้องมีกลไกแก้ไขปัญหาที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย
- คุ้มครองสิทธิไรเดอร์:
- ไรเดอร์ต้องมีสิทธิ์เลือกรับงาน, ยกเลิกงาน, หรือยอมรับการเปลี่ยนจุดหมายได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
- กำกับดูแลการให้บริการ:
- ต้องมีมาตรการป้องกันการ "สวมรอย" หรือใช้บัญชีแทนกัน
- ต้องมีบทลงโทษผู้กระทำผิดและป้องกันการเกิดซ้ำ
- รายงานต่อหน่วยงานรัฐ:
- ต้องส่งรายงานการดำเนินงานให้กรมการขนส่งทางบกและ ETDA อย่างสม่ำเสมอ
‘ไรเดอร์’ ต้องพร้อม ใบขับขี่สาธารณะ-ห้ามใช้บัญชีขับรถแทนกัน
แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับใช้กับไรเดอร์โดยตรง แต่เมื่อแพลตฟอร์มต้องปฏิบัติตามกฎที่เข้มข้นขึ้น
ไรเดอร์จึงต้องปรับตัวเพื่อรักษาอาชีพและสร้างความน่าเชื่อถือ โดยสิ่งที่ไรเดอร์ต้องเตรียมพร้อมคือ:
- คุณสมบัติต้องครบ:
- ใช้รถที่จดทะเบียนเป็น รถสาธารณะ เท่านั้น
- ต้องมี ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ
- ต้องผ่านการพิสูจน์และยืนยันตัวตนกับแพลตฟอร์ม
- ข้อห้ามเด็ดขาด:
- ห้ามใช้บัญชีของผู้อื่นขับแทน (สวมรอย)
- ห้ามใช้รถผิดประเภท หรือรับงานนอกระบบ
- ต้องปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
- ประโยชน์และโอกาสที่ได้รับ:
- สร้างความน่าเชื่อถือ: ผู้โดยสารจะมั่นใจในการใช้บริการมากขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสรับงานและมีรายได้เพิ่มขึ้น
- ได้รับความคุ้มครอง: มีสิทธิ์เลือกรับงานที่เหมาะสม และมีช่องทางร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากแพลตฟอร์มได้โดยตรง
ผู้โดยสาร เดินทางมั่นใจ ปลอดภัยตลอดเส้นทาง
ผู้โดยสารคือกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากประกาศฉบับนี้ โดยจะได้รับประสบการณ์การใช้บริการ Ride Sharing ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด:
- ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น:
- มั่นใจได้ว่าคนขับมีใบอนุญาตถูกต้อง และรถที่ใช้บริการได้มาตรฐานรถสาธารณะ
- สามารถติดตามเส้นทาง (GPS Tracking) ได้แบบเรียลไทม์
- ความโปร่งใสและเป็นธรรม:
- ทราบค่าโดยสาร, ระยะทาง, และเวลาถึงที่หมายล่วงหน้า ลดปัญหาการโก่งราคา
- หมดกังวลเรื่องการรับงานนอกระบบหรือปัญหาคนขับไม่ตรงปก
- การคุ้มครองสิทธิ:
- มีช่องทางร้องเรียนและแจ้งเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจนและเข้าถึงง่าย
- ข้อมูลการเดินทางจะถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานหากเกิดปัญหา
ประกาศฉบับใหม่นี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มข้อบังคับ แต่คือการวางรากฐานสำคัญเพื่อสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายในระบบนิเวศ Ride Sharing ของไทย ทั้งแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือ, ไรเดอร์ที่มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นธรรม
และผู้โดยสารที่ได้รับบริการที่ปลอดภัยและไว้วางใจได้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว จะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต


