"ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตูม" กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงฉบับ 'คันนา' ฝ่าวิกฤตพลังงาน
เปิดวิธี “ณชา จึงกานต์กุล” รับมือวิกฤตพลังงาน หัวใจสำคัญ "ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตูม" บริหารความเสี่ยง คุมต้นทุน มั่นใจในวิกฤตยังมีโอกาส หลังสงครามตลาดอาหารโตแน่
KEY
POINTS
- บริหารความเสี่ยงด้านบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักที่ได้รับผลกระทบ โดยคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้าถึงสิ้นปี สั่งซื้อและวางมัดจำกับซัพพลายเออร์แต่เนิ่นๆ พร้อมกระจายความเสี่ยงโดยใช้ซัพพลายเออร์ทั้งในและต่างประเทศ
- ควบคุมต้นทุนพลังงานด้วยการ "ปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน" เช่น การบำรุงรักษาเครื่องจักรเพื่อประหยัดพลังงาน และใช้ระบบไคเซ็นเพื่อลดการสูญเสียในสายการผลิต ทำให้ยังสามารถคงราคาสินค้าเดิมไว้ได้
- กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออกโดยไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยลดการให้น้ำหนักกับตลาดตะวันออกกลางที่เพิ่งเปิดตัว และหันกลับไปรักษาฐานลูกค้าเดิมที่แข็งแกร่งอย่างตลาดจีน
- จัดการความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน ด้วยการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อล็อคต้นทุนการนำเข้าและรายได้จากการส่งออก
- มองหาโอกาสในวิกฤต โดยเชื่อว่าเมื่อสงครามจบลง ความต้องการอาหารจะสูงขึ้น จึงเน้นสร้างความแข็งแกร่งจากภายในเพื่อเตรียมพร้อมรับโอกาสที่จะมาถึง
วิกฤตต้นทุน ของผู้ประกอบการไทย ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปยัง อุตสาหกรรมพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ทำให้ราคาวัสดุเพิ่มขึ้น อีกทั้งค่าขนส่ง ตลาดส่งออกตะวันออกกลาง ที่ผู้ประกอบการต่างมุ่งไปทำตลาด ย่อมมีผลกระทบไปด้วย
แต่จากวิกฤต ครั้งนี้ “ณชา จึงกานต์กุล” เจ้าของแบรนด์ "คันนา (KUNNA)" ยอมรับว่า “อ่วม” เหมือนกับผู้ประกอบการรายอื่น แต่ในขณะเดียวกัน เธอกลับมองว่า "ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตูม" และต้องบริหารความเสี่ยงเพื่อคุมต้นทุนให้ได้มากที่สุด ขณะที่ตลาดส่งออกแม้จะกระทบแต่ในระยะยาวมองว่าจะเป็นโอกาส เมื่อสงครามจบ ภาวะขาดแคลนอาหารจะเกิดขึ้น
ณชา เปิดใจกับ โพสต์ทูเดย์ ว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคันนาไม่ใช่ตัววัตถุดิบ (Raw Material) เพราะเราใช้ของในประเทศเป็นหลัก แต่คือเรื่องของ "บรรจุภัณฑ์" (Packaging) เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เป็นสินค้าปิโตรเคมีที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันและสงครามรวมถึง "ค่าขนส่ง" ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ตามราคาพลังงานอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเริ่มเกิดสงครามในช่วงแรกสิ่งที่ ณชา ทำ คือการวางแผนระยะยาว จนถูกแซวว่าเป็น "กระต่ายที่ตื่นตัวมาก" เพราะสิ่งที่เธอทำคือ การ Forecast (คาดการณ์) บรรจุภัณฑ์ยาวไปจนถึงสิ้นปี ตั้งแต่เริ่มทราบข่าวสงครามช่วงแรกๆ และมีการคุยกับซัพพลายเออร์ล่วงหน้า วางเงินมัดจำ และเรียกของเข้าด่วนก่อนแผนงานปกติ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีของใช้เพียงพอ นอกจากนี้เรายังลดความเสี่ยงด้วยการไม่พึ่งพาซัพพลายเออร์แค่รายเดียว แต่มีทั้งในประเทศและต่างประเทศควบคู่กันไป
นอกจากเรื่องการสต็อกของแล้ว ในส่วนของการจัดการ "ต้นทุนพลังงาน" ที่ควบคุมได้ยาก ณชา เลือกใช้การ "ปรับปรุงประสิทธิภาพภายใน" เพื่อนำส่วนต่างที่ประหยัดได้ไปเชดเชย กับค่าพลังงานที่สูงขึ้นโดยทำใน 2 ส่วนหลักคือ การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ ดูแลเครื่องจักรและพาหนะขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อประหยัดพลังงาน และระบบไคเซ็น ซึ่งได้วางระบบนี้มาตั้งแต่แรกเพื่อลดการสูญเสียในสายการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน
ด้วยเหตุนี้ ณ ตอนนี้เราจึง "ยังไม่ขึ้นราคาสินค้า" แม้ต้นทุนจะขยับขึ้น เพราะเราพยายามประหยัดในจุดอื่นแทน
ส่วนในแง่ของการส่งออกแน่นอนว่า แบรนด์ คันนา ต้องได้รับผลกระทบ โดย ณชา เล่าว่า ตลาดตะวันออกกลาง โดยเฉพาะดูไบ กระทบเต็มๆ เพราะเป็นตลาดที่เธอเพิ่ง Launch สินค้าไปในช่วงที่เกิดสงครามพอดี ทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า
สิ่งที่ ณชา ทำก็คือการ "กระจายความเสี่ยง" โดยไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ด้วยการลดน้ำหนักฝั่งตะวันออกกลางลง และกลับไปโฟกัสการรักษาฐานลูกค้าเดิมที่แข็งแกร่งอย่าง "ตลาดจีน"
ในขณะเดียวกัน ในทุกวิกฤตก็มีโอกาส เราได้ลูกค้าใหม่จากพื้นที่ที่คาดไม่ถึงอย่าง ยูเครน ที่เข้ามาในช่วงสงครามเช่นกัน ดังนั้นเชื่อว่าเมื่อพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ตลาดจะมีความต้องการอาหารสูงขึ้นอย่างแน่นอน
“หัวใจสำคัญคือ "ภายในต้องแข็งแรงก่อน" ทั้งเรื่องโลจิสติกส์ บุคลากร และการตลาด เพื่อให้พร้อมรับโอกาสที่อาจมาในรูปแบบของวิกฤตขาดแคลนอาหาร”
อีกสิ่งที่สำคัญคือ เรื่องความผันผวนของค่าเงินจากการนำเข้าบรรจุภัณฑ์และการส่งออก ซึ่ง ณชา เล่าว่า เรื่องนี้สำคัญมาก ทำให้เธอทำการ "ซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า" (Forward Contract) เพื่อล็อคต้นทุนและรายได้ ไม่ให้ผันผวนไปตามสภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้งฝั่งนำเข้าและส่งออกเลย
ณชา กล่าวทิ้งท้ายว่า เราอาจจะคาดการณ์อนาคตที่ไกลมากๆ ไม่ได้ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนทุกวัน สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ "ทำตัวเราให้แข็งแรงที่สุด" อะไรที่จัดการที่ "หลังบ้าน" ได้ เช่น ประสิทธิภาพการผลิต การวางแผนล่วงหน้า ให้ทำทิ้งไว้เลย เพื่อที่เราจะได้มีสมาธิไปรับมือกับ "หน้าบ้าน" คือการดูแลลูกค้าและนักท่องเที่ยวที่กำลังกลับมาได้อย่างเต็มที่


