posttoday

ผ่าโครงสร้าง'บอร์ดน้ำมัน'ซ้ำซ้อน : พรรคประชาชนจี้รัฐเก็บภาษีลาภลอยเลิกอุ้มทุน

04 เมษายน 2569

ปชน. อัดรัฐบาลตั้ง กก. หลายชุดทำ "หัวโต๊ะ" ไม่ชัดเจน จี้เก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่นแทนรับบริจาค ชูโมเดลลดสรรพสามิต-ใช้ดิจิทัลคุมสต็อกแก้ค่าน้ำมันแพง

KEY

POINTS

  • ปฏิรูปโครงสร้างบอร์ด: รัฐต้องเลิกตั้งคณะกรรมการซ้ำซ้อน ลดปัญหา "หัวโต๊ะไม่ชัด" และขจัดข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ
  • ใช้กลไกภาษีลาภลอย: เปลี่ยนจากการขอรับบริจาคเป็นการเก็บ Windfall Tax จากกำไรส่วนเกินโรงกลั่น เพื่อนำเงินมาเติมกองทุนน้ำมันและเยียวยากลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นระบบ
  • มาตรการระยะสั้นถึงกลาง: ลดภาษีสรรพสามิตทันที 3-4 บาทเพื่อลดค่าครองชีพ ควบคู่กับการใช้ระบบดิจิทัลตรวจสอบสต็อกน้ำมันสกัดการกักตุนและน้ำมันเถื่อน

โครงสร้างรัฐล้มเหลว : บอร์ดซ้ำซ้อน-ความรับผิดชอบไม่ชัด

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานของรัฐบาลปัจจุบันว่ามีความ "เทอะทะและทับซ้อน" จากการตั้งคณะกรรมการหลายชุด เช่น คตร., สบก. และ กบน. ซึ่งมีบทบาทคาบเกี่ยวกันในการดูแลค่าการกลั่นและราคาน้ำมัน ปัญหานี้ทำให้เกิดภาวะ "หัวโต๊ะไม่ชัดเจน" ว่าใครคือผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด ส่งผลให้การแก้ปัญหาขาดความรวดเร็วและไร้เอกภาพ

บริบทการทำงานแบบ "ไซโล" ที่ต้องดึงปลัดหลายกระทรวงมารวมตัวกันเพียงเพื่อให้มีอำนาจสั่งการข้ามหน่วยงาน ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัว แตกต่างจากรูปแบบ Special Task Force ในต่างประเทศที่นายกรัฐมนตรีจะมอบอำนาจเต็มให้บุคคลเดียวจัดการข้อมูลได้เบ็ดเสร็จ การบริหารในปัจจุบันยังถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางรายนั่งประธานในคณะกรรมการที่กำกับดูแลธุรกิจที่ตนอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งลดทอนความเชื่อมั่นเรื่องความโปร่งใส

"รัฐบาลควรขีดเส้นตายให้ชัดเจนสำหรับคณะกรรมการแต่ละชุด และแต่งตั้งผู้รับผิดชอบหลักที่ไม่มีข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้เกิดความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในการบริหารวิกฤต" คือบทสรุปสำคัญจากการวิเคราะห์โครงสร้างรัฐที่ไร้ประสิทธิภาพในยามวิกฤต

Windfall Tax : กลไกเฉลี่ยทุกข์จากกำไรส่วนเกินโรงกลั่น

มาตรการเด่นที่พรรคประชาชนเสนอคือการจัดเก็บ "ภาษีลาภลอย" (Windfall Tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าการกลั่นพุ่งสูงผิดปกติ (จากเดิม 1-2 บาท ไปแตะ 15.99 บาท ในช่วงเดือนเมษายน) ซึ่งถือเป็นกำไรที่เกิดจากปัจจัยภายนอกไม่ใช่การลงทุนเพิ่ม การเก็บภาษีนี้จะทำหน้าที่เป็น "ขยักที่สอง" ในการดึงเม็ดเงินจากภาคธุรกิจกลับมาอุดหนุนกองทุนน้ำมันหรือเยียวยากลุ่มเป้าหมาย แทนการขอรับบริจาคที่ขาดประสิทธิภาพ

ในเชิงนโยบาย การเก็บภาษีลาภลอยยังเป็นการบีบให้ผู้ประกอบการต้องเปิดเผย "ต้นทุนที่แท้จริง" เช่น ค่าพรีเมียมและค่าประกันภัย ทำให้รัฐมีฐานข้อมูลที่แม่นยำในการกำกับดูแลระยะยาว โมเดลที่เสนอมีการอ้างอิงถึงมาตรฐานสหภาพยุโรป เช่น การกำหนดเพดานกำไรที่ยอมรับได้ และจัดเก็บภาษีในอัตราสูงในส่วนที่เกินจากนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างทุนพลังงานและผู้บริโภค

การนำมาตรการนี้มาใช้จะเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาระบบอุปถัมภ์หรือการขอความร่วมมือ มาเป็นการใช้กลไกภาษีที่ตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยวางบรรทัดฐานว่าหากเกิดวิกฤตพลังงานในอนาคต รัฐจะมีเครื่องมือจัดการที่เป็นรูปธรรมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ทางออกระยะสั้น : ลดสรรพสามิต 4 บาท-ดิจิทัลสกัดน้ำมันเถื่อน

สำหรับมาตรการเร่งด่วน หรือ "ขยักแรก" ที่จะลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มได้ทันที คือการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งปัจจุบันเป็นต้นทุนแฝงสูงถึง 6.90 - 7.50 บาทต่อลิตร การลดภาษีลง 3-4 บาทต่อลิตร จะช่วยบรรเทาค่าครองชีพประชาชนได้ทันควัน แม้จะแลกมาด้วยรายได้ของรัฐที่หายไปประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่ถือเป็นสิ่งที่รัฐต้องเลือกเพื่อจัดลำดับความสำคัญให้ประชาชนมาเป็นอันดับหนึ่ง

นอกจากมาตรการภาษี พรรคประชาชนยังเน้นย้ำถึงการนำระบบข้อมูลดิจิทัลมาใช้ เช่น แอปพลิเคชันตรวจสอบสต็อกน้ำมัน เพื่อป้องกันการกักตุนและสกัดกั้นขบวนการน้ำมันเถื่อนที่ยังคงมีช่องโหว่มหาศาล เนื่องจากปัจจุบันแม้จะมีคณะกรรมการหลายชุดดูแล แต่ระบบฐานข้อมูลอย่าง "Fuel Now" ก็ยังไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แนวโน้มในอนาคต หากรัฐบาลยังคงบริหารแบบกระจัดกระจายและไม่กล้าแตะโครงสร้างกำไรของกลุ่มทุน ผลกระทบจะตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดินที่ต้องแบกภาระหนี้กองทุนน้ำมัน ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูง การตัดสินใจเชิงนโยบายต่อจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า รัฐบาลจะเลือก "อุ้มทุน" หรือ "อุ้มประชาชน" ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ 

แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิก)

ข่าวล่าสุด

ททท. กางตัวเลขไตรมาสแรก นทท. ทะลุ 9 ล้านคน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ