posttoday
ปัญหาขาดแคลนยูเรเนียม สะเทือนถึงคลังแสงสหรัฐฯ

ปัญหาขาดแคลนยูเรเนียม สะเทือนถึงคลังแสงสหรัฐฯ

01 พฤศจิกายน 2565

ปัญหาความขัดแย้งยูเครน - รัสเซีย นับว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯแม้ไม่ใช่คู่สงครามก็ยังเกิดผลกระทบหลายด้าน โดยเฉพาะในด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เริ่มขาดแคลนยูเรเนียม จนล่าสุดต้องเริ่มใช้ยูเรเนียมจากในคลังแสงมาทดแทน

เราทราบกันดีว่าความขัดแย้งระหว่างยูเครน – รัสเซียเป็นปัญหาส่งผลกระทบไปทั่วโลก แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นในหลายมิติในแทบทุกวงการชนิดที่ใครก็ยากจะหนีพ้น ต่อให้เป็นประเทศห่างไกลคนละซีกโลกหรือแม้แต่ไทยเอง เห็นได้ชัดจากทั้งปัญหาเศรษฐกิจและพลังงานในปัจจุบัน

 

          แต่บางประเทศอาจได้รับผลกระทบมากขึ้นเมื่อภาคส่วนการทำงานหลากหลายกว่า แม้แต่ปัจจัยในด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาเทคโนโลยียังได้รับผลกระทบ เมื่อล่าสุดมีแนวโน้มว่า สหรัฐฯกำลังประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงที่ใช้ในเตาปฏิกรณ์ จนโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ส่อแววล่าช้า และต้องเริ่มใช้ยูเรเนียมจากในคลังแสงแทน

 

          แต่ก่อนอื่นเราคงต้องมาย้อนพูดถึงกันสักเล็กน้อยว่า เหตุใดสหรัฐฯจึงเริ่มกลับมาพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกครั้ง

ปัญหาขาดแคลนยูเรเนียม สะเทือนถึงคลังแสงสหรัฐฯ

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อีกหนึ่งรูปแบบแห่งพลังงานสีเขียว

 

          ภาพจำของนิวเคลียร์ของคนส่วนมากคืออาวุธทำลายล้างแบบที่เกิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เองก็เคยเกิดปัญหาครั้งใหญ่ขึ้นทั้งใน เชอโนบิล และ ฟุกุชิมะ ความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อพลังงานชนิดนี้จึงไม่ดีนัก ตรงข้ามกับนักลงทุนและนักวิทยาศาสตร์หลายส่วนที่เล็งเห็นว่า นี่คือพลังงานสู่อนาคต

 

          แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากสถานการณ์โลกร้อนในปัจจุบัน ผลกระทบจากน้ำมันเชื้อเพลิงก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก หลายประเทศรับรู้ถึงผลกระทบจึงเริ่มมองหาทางเลือกอื่น หลายภาคส่วนให้ความสนใจพลังงานสีเขียวหลายรูปแบบ ตั้งแต่พลังงานลม น้ำ ไปจนแสงอาทิตย์ แต่หลายประเทศกลับไม่เห็นด้วยนัก

 

          จุดตายสำคัญของพลังงานสีเขียวกลุ่มนี้คือความเสถียรในการสร้างพลังงาน จริงอยู่พลังงานตามธรรมชาติเหล่านี้มีทั้งความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยปัจจัยควบคุมเรื่องเหล่านี้คือธรรมชาติ ไม่มีใครอยากนำความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจัยหลักของประเทศไปเสี่ยงกับฟ้าฝน จึงเริ่มมีข้อเสนอทางเลือกพลังงานรูปแบบอื่น

อีกแนวทางที่ได้รับความนิยมในการพูดถึงช่วงหลังคือ พลังงานนิวเคลียร์ หลายประเทศที่เคยลดการใช้งานเริ่มกลับมาผลักดันพลังงานชนิดนี้อีกครั้ง โดยในสหรัฐฯมีหลายบริษัทให้ความสนใจ เช่น TerraPower ของสองมหาเศรษฐี บิล เกตส์ กับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ X-energy บริษัทที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาล เป็นต้น

 

          เห็นได้ชัดว่าทางรัฐบาลสหรัฐฯเล็งเห็นความสำคัญของพลังงานนิวเคลียร์ เช่นเดียวกับบริษัทอีกมากมายที่เริ่มย่อส่วนเตาปฏิกรณ์ไปจนปรับปรุงระบบการสร้างพลังงาน เพื่อให้การใช้พลังงานนิวเคลียร์มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานรวมถึงราคาเชื้อเพลิงซึ่งเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

 

          แต่ล่าสุดเหมือนทุกอย่างจะไม่ง่ายเมื่อการพัฒนาเทคโนโลยีนี้เริ่มติดขัดจากความขัดแย้งของยูเครน – รัสเซีย

 

ปัญหาขาดแคลนยูเรเนียม สะเทือนถึงคลังแสงสหรัฐฯ

 

          ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กำลังส่งผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี

 

          ความคุกรุ่นของสถานการณ์ยูเครน - รัสเซียนำไปสู่ความขัดแย้งเป็นวงกว้าง สหภาพยุโรปและสหรัฐฯต่างสนับสนุนยูเครนหลายทาง ทั้งในด้านทุนทรัพย์, เศรษฐกิจ, ทรัพยากร ไปจนกำลังอาวุธ เมื่อรวมกับมาตรการกดดันรัสเซียให้ยุติการสู้รบด้วยการคว่ำบาตรประเภทต่างๆ ทำให้ความขัดแย้งทวีความร้าวลึกส่งผลกระทบหลายภาคส่วน

 

          หนึ่งในนั้นคือการจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่าง High-Assay Low-Enriched Uranium(HALEU) หรือ ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ประสบปัญหาขาดแคลนในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเมื่อยูเรเนียมที่ต้องใช้ในเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ จำเป็นต้องมีความบริสุทธิ์สูงกว่าเกรดทั่วไปจาก 5% เป็น 20% และบริษัทที่คอยป้อนให้แก่สหรัฐฯก็มีเพียง TENEX ของรัสเซีย

 

          นั่นทำให้เมื่อเกิดความขัดแย้งรุนแรงกับรัสเซียถึงขั้นคว่ำบาตรทางการค้า ยูเรเนียมซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จึงขาดแคลน ยิ่งสหรัฐฯไม่ต้องการพึ่งพาพลังงานและสินค้าจากรัสเซีย จึงเกิดปัญหาทับซ้อนขึ้นมาว่า การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะสามารถดำเนินไปตามแผนงานได้หรือไม่?

 

          โครงการเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ของสหรัฐฯได้รับการผลักดันรอบด้าน ทั้งจากภาคเอกชนหรือแม้แต่รัฐบาลอย่างกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ(DOE)เอง คาดว่าเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่จะมีประสิทธิภาพกว่าเดิมถึง 3 เท่า และถูกวางให้เป็นทางออกของปัญหาขาดแคลนพลังงานทั้งภายในและภายนอกประเทศ

 

          กระนั้นดังที่กล่าวไปข้างต้นแผนงานดังกล่าวอาจไม่ราบรื่นจนประสบปัญหาล่าช้าจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ปัญหาขาดแคลนยูเรเนียม สะเทือนถึงคลังแสงสหรัฐฯ

 

          แนวทางแก้ไขปัญหามืดหม่นสะเทือนถึงคลังแสง

 

          ปัจจุบันจำนวนของ HALEU จะมีสำรองอยู่ราว 585.6 ตัน แต่การจัดสรรทรัพยากรนี้ให้แก่บริษัททั้งของภาครัฐและเอกชนไม่ง่ายนัก เมื่อมีความต้องการจากหลายฝ่าย เช่น การทดสอบเตาปฏิกรณ์ของ TerraPower แต่ละครั้งต้องใช้ HALEU กว่า 15 ตัน จึงอาจทำให้เกิดการขาดแคลนในที่สุด

 

          อันที่จริงแนวโน้มขาดแคลนยูเรเนียมนี้เคยถูกพูดถึงมาแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯลงทุนกับบริษัทผลิตยูเรเนียม Centrus แต่ก็ประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งความล่าช้าในการสร้างคอนเทนเนอร์จัดเก็บวัตถุกัมมันตรังสีจนต้องเลื่อนการผลิตไปในปี 2023 อีกทั้งกว่าจะใช้งานได้จริงในอีก 5 ปี กำลังการผลิตก็มีเพียง 1 ใน 3 ของความต้องการในปี 2030 ซึ่งนั่นไม่เพียงพอ

 

          สำหรับตัวเลือกของผู้ผลิตรายอื่นในโลก บริษัท Orano จากฝรั่งเศส และ Urenco แห่งยุโรป ที่มีศักยภาพในการผลิตยูเรเนียมเสริมสมรรถนะเช่นกัน กระนั้นยังมีข้อจำกัดอีกหลายด้านด้วยทั้งสองแห่งเป็นบริษัทต่างชาติจึงอาจดำเนินการได้ราบรื่น สายพานการผลิตเองก็ไม่ได้เพียงจะกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักที่จะสามารถป้อนให้แก่สหรัฐฯเช่นกัน

 

          อีกทั้งด้วยยูเรเนียมได้รับการควบคุมเข้มงวดจากแทบทุกประเทศ ในกรณีเพิ่มอัตราการผลิตจึงอาจต้องใช้เวลาขอใบอนุญาต เมื่อรวมระยะเวลาตั้งแต่ติดต่อซื้อขาย เซ็นสัญญา ผ่านข้อกฎหมาย ไปจนสร้างโรงงานการผลิต แม้จะเริ่มต้นวันนี้ก็อาจต้องใช้ระยะเวลาราว 5 – 8 ปี จึงไม่อาจจัดหามาทดแทนได้ในเวลาอันสั้น

 

          และหากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องเชื้อเพลิงได้ แม้ทั้ง TerraPower และ X-energy จะพัฒนาเตาปฏิกรณ์เสร็จสมบูรณ์ เส้นตายการผลิตเตาปฏิกรณ์ให้พร้อมใช้งานในปี 2028 จะต้องล่าช้าออกไปอีก นั่นทำให้สหรัฐเริ่มต้องมองหาตัวเลือกทดแทน อย่างการใช้งานยูเรเนียมเสริมสมรรถนะในคลังแสงเพื่อนำมาใช้งานทดแทน

 

          แม้จะเป็นทางเลือกแก้ปัญหาเฉพาะหน้ารูปแบบหนึ่ง แต่ชวนให้ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยูเรเนียมที่นำไปใช้งาน รวมถึงศักยภาพทางการทหารของสหรัฐฯว่า หลังการนำยูเรเนียมเกรดอาวุธไปใช้งานเพื่อการวิจัย จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและการป้องกันประเทศเพียงไร โดยเฉพาะในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้

 

 

 

          แน่นอนทางรัฐบาลสหรัฐฯเองก็เคลื่อนไหวต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาส่วนนี้ ทั้งการผ่านงบ 700 ล้านดอลลาร์เพื่อจัดหายูเรเนียมมาใช้ในเตาปฏิกรณ์และการวิจัย รวมถึงรัฐสภาที่ของบกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องของยูเรเนียม แต่ส่วนนี้ยังคงถูกตั้งคำถามจากค่าใช้จ่ายมหาศาลจนเกิดการหยุดชะงักกลางคัน

 

          คงต้องรอดูกันต่อไปว่าทางรัฐบาลสหรัฐฯจะแก้ปัญหาเรื่องนี้เช่นไรหรือจะปล่อยให้โครงการพลังงานนิวเคลียร์ต้องล่าช้าออกไปอีก

 

 

 

 

          ที่มา

 

          https://www.posttoday.com/model-business-era/1120

 

          https://www.posttoday.com/environment/1267

 

          https://www.posttoday.com/post-next/1891

 

          https://www.reuters.com/business/energy/americas-new-nuclear-power-industry-has-russian-problem-2022-10-20/?utm_medium=Social&utm_source=twitter

 

          https://www.energy.gov/ne/articles/what-high-assay-low-enriched-uranium-haleu

 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน