
วัส ติงสมิตร ค้านรับรองอำนาจ กกต. เป็นที่สุด ปมคุณสมบัติ สว.
วัส ติงสมิตร แย้งคำร้อง กกต. ปมคุณสมบัติ สว. ชี้คำวินิจฉัยไม่ได้เป็นที่สุดทุกกรณี เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญควรไม่รับคำร้องทั้งสองประเด็น
KEY
POINTS
- วัสเห็นว่า อำนาจตรวจสอบคุณสมบัติของ กกต. ไม่ทำให้คำวินิจฉัยเป็นที่สุดโดยอัตโนมัติ
- ชี้ต้องแยกปัญหาอำนาจ กกต. ออกจากข้อโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลฎีกา
- เสนอศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องทั้งสองประเด็น เหตุไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 210 (2)
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ แสดงความเห็นคัดค้านการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญรับรองความเป็นที่สุดของคำสั่งรับสมัครและการวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในประเด็นคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเห็นว่า การมีอำนาจตรวจสอบของ กกต. ไม่ได้ทำให้คำวินิจฉัยทุกเรื่องเป็นที่สุด หรือทำให้ศาลอื่นหมดอำนาจตรวจสอบโดยอัตโนมัติ
นายวัสวิเคราะห์ว่า คำร้องทั้งสองประเด็นที่ กกต. เตรียมยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) เพราะต้องแยกปัญหาหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ ออกจากข้อโต้แย้งว่าศาลฎีกามีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่
ก่อนนี้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 ว่า กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน หลังศาลฎีการับคำร้องคัดค้านคุณสมบัติและคำขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. รวม 3 คดี เกี่ยวข้องกับ สว. และผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ 5 ราย
สำหรับคำขอประเด็นแรก กกต. ต้องการให้วินิจฉัยว่า เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด ไม่อาจตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
นายวัสเห็นว่า คำขอนี้เกี่ยวกับผลทางกฎหมายของคำสั่งเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มากกว่าปัญหาอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญโดยตรง แม้มาตรา 224 กำหนดให้ กกต. จัดและควบคุมดูแลการเลือก สว. แต่ไม่ได้ทำให้การดำเนินการทุกขั้นตอนของเจ้าหน้าที่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด
นอกจากนี้ การประกาศรายชื่อผู้สมัครไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามไม่อาจถูกโต้แย้งอีก ต้องพิจารณาบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ลักษณะการใช้อำนาจ และสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบเป็นรายกรณี
ส่วนคำขอประเด็นที่สอง เกี่ยวกับความเป็นที่สุดของคำวินิจฉัย กกต. ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 นายวัสระบุว่า ทั้งสองมาตราเป็นบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนการที่ กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในกรณีที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้บัญญัติให้การยกคำร้องหรือการไม่ดำเนินการต่อของ กกต. เป็นที่สุด
นายวัสจึงเห็นว่า การตัดสินใจของ กกต. ว่าจะยื่นคำร้องหรือไม่ กับอำนาจของศาลฎีกาในการพิจารณาคำร้องที่บุคคลอื่นยื่น เป็นคนละเรื่องกัน การวินิจฉัยเขตอำนาจศาลต้องพิจารณาจากกฎหมายที่ให้อำนาจศาลโดยตรง
แม้ กกต. อาจโต้แย้งว่าการรับคำร้องของศาลฎีกาทำให้เกิดปัญหาและกระทบการปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่นายวัสเห็นว่า ยังต้องพิจารณาต่อว่าปัญหานั้นอยู่ในประเภทที่มาตรา 210 (2) ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่
นายวัสเสนอว่า ศาลรัฐธรรมนูญควรไม่รับคำร้องทั้งสองประเด็น เพื่อรักษาขอบเขตอำนาจของแต่ละองค์กร โดยย้ำว่ามาตรา 210 (2) ไม่ใช่ช่องทางให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นศาลอุทธรณ์คำสั่งศาลฎีกา หรือวินิจฉัยจำกัดอำนาจของศาลอื่นโดยอ้อม







