
เจาะงบ SME 994 ล้าน ปมล็อกสเปก-ข่มขู่ ปชป.ชน สสว.ก่อนเข้าสภา
งบช่วย SME 994 ล้านบาทถูกตั้งคำถาม หลังมีข้อกล่าวหาล็อกสเปก แทรกแซง และข่มขู่ ขณะที่ สสว.ยันโปร่งใส ศึกนี้ต้องชี้ขาดด้วยหลักฐานในสภา เพื่อปกป้องภาษีประชาชน
KEY
POINTS
- พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสงสัยงบประมาณ สสว. 994 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่ามีกระบวนการคัดเลือกที่ไม่โปร่งใส ส่อเค้าล็อกสเปกเอื้อประโยชน์ให้บางกลุ่ม
- มีข้อกล่าวหาว่าบุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงกระบวนการ และข่มขู่เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งเป็นผู้ยื่นอุทธรณ์ผลการคัดเลือกให้ถอนเรื่องร้องเรียน
- สสว. ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและยืนยันความโปร่งใส ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมนำเรื่องเข้าสู่การตรวจสอบของคณะกรรมาธิการในสภาฯ
งบประมาณ 994 ล้านบาทที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมก้าวเข้าสู่ตลาดดิจิทัล กำลังกลายเป็นข้อพิพาทร้อนระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.
ฝ่ายหนึ่งตั้งข้อสงสัยถึงการล็อกสเปก การแทรกแซง และการข่มขู่ ขณะที่อีกฝ่ายยืนยันว่ากระบวนการคัดเลือกดำเนินไปตามกฎหมาย โปร่งใส และพร้อมรับการตรวจสอบทุกขั้นตอน
จุดเริ่มต้นมาจากตัวแทนมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เสนอตัวเข้าร่วมโครงการพัฒนาแพลตฟอร์ม e-Commerce และ Live-Commerce แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก ก่อนนำหนังสือร้องเรียนยื่นต่อนายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ และทีมงานพรรคประชาธิปัตย์
คำร้องไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า เหตุใดมหาวิทยาลัยจึงไม่ผ่านการคัดเลือก แต่พุ่งเป้าไปยังหลักเกณฑ์บางส่วน ซึ่งฝ่ายผู้ร้องเห็นว่าไม่สมเหตุสมผล และอาจเปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่หน่วยงานหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ
ปม “ล็อกสเปก” และบุคคลภายนอก
พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า นอกจากข้อสงสัยเรื่องหลักเกณฑ์แล้ว ยังพบพฤติการณ์ของบุคคลที่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ สสว. เข้ามามีบทบาทในการเจรจาเงื่อนไขกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
ข้อกล่าวหานี้นำไปสู่คำถามว่า บุคคลเหล่านั้นเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะใด ได้รับมอบหมายจากใคร และสามารถเข้าถึงข้อมูลภายในกระบวนการคัดเลือกได้อย่างไร
ประเด็นที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือข้อกล่าวหาว่า หลังมหาวิทยาลัยศิลปากรใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ผลการคัดเลือก กลับมีกลุ่มบุคคลเข้าข่มขู่เจ้าหน้าที่ เพื่อกดดันให้ถอนอุทธรณ์ โดยมหาวิทยาลัยได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ จึงต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างคำร้องของผู้กล่าวหากับข้อเท็จจริงที่ได้จากกระบวนการสอบสวน โดยเฉพาะความเชื่อมโยงของบุคคลที่ถูกกล่าวหากับ สสว. หรือผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ
ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่าจะใช้กลไกคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรียกผู้บริหาร สสว. และผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง พร้อมตรวจสอบหลักเกณฑ์ รายงานการประชุม คะแนนของกรรมการ เหตุผลในการคัดเลือก ตลอดจนข้อมูลการติดต่อระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง
พรรคมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การขัดขวางโครงการช่วยเหลือ SME แต่เป็นการตรวจสอบว่า เงินภาษีเกือบ 1,000 ล้านบาทจะถูกใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ และเปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานแข่งขันอย่างเป็นธรรมหรือไม่
สสว.ยันใช้กฎหมาย กรรมการพิจารณา 3 ฝ่าย
วันที่ 3 สิงหาคม 2569 สสว.ออกเอกสารชี้แจง โดยระบุว่าการคัดเลือกหน่วยร่วมดำเนินงานอาศัยอำนาจตามมาตรา 34(2) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
สสว.อธิบายว่า วิธีดังกล่าวเหมาะสำหรับโครงการเชิงนโยบายที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันต่อการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลงของตลาดดิจิทัล หากใช้เวลานานเกินไป มาตรการช่วยเหลืออาจไม่ทันต่อความต้องการของผู้ประกอบการ
หน่วยงานยังชี้ว่า กระบวนการพิจารณาไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มีคณะกรรมการจาก 3 ส่วน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญภายนอก เจ้าหน้าที่ สสว.ด้านกฎหมายและจัดซื้อจัดจ้าง และผู้บริหารที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการ
กรรมการแต่ละคนให้คะแนนอย่างเป็นอิสระ ก่อนสรุปผลเป็นมติฉันทามติ เพื่อลดความเสี่ยงจากการแทรกแซงหรือการตัดสินใจโดยคนเพียงกลุ่มเดียว สสว.จึงปฏิเสธข้อสงสัยว่ามีการกำหนดผู้ผ่านการคัดเลือกไว้ล่วงหน้า
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่องบุคคลภายนอก สสว.ยืนยันว่าการคัดเลือกดำเนินการใน “ระบบปิด” ไม่มีช่องทางตามกระบวนการให้บุคคลภายนอกเข้ามากำหนดผล พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งบุคคลไปข่มขู่หรือกดดันเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยศิลปากร
สสว.ยังระบุว่าเคารพสิทธิการอุทธรณ์ และอยู่ระหว่างเตรียมนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหาร สสว. รวมทั้งพร้อมส่งเอกสารและเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการหรือหน่วยงานตรวจสอบ หากได้รับการประสานอย่างเป็นทางการ
ศึกนี้ต้องชี้ขาดด้วยหลักฐาน
เมื่อฝ่ายหนึ่งกล่าวหาว่ามีการล็อกสเปก แทรกแซง และข่มขู่ แต่อีกฝ่ายยืนยันว่าทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้กฎหมาย จุดชี้ขาดจึงไม่ควรอยู่ที่ถ้อยแถลงหรือวาทกรรมทางการเมือง แต่ต้องอยู่ที่เอกสารและพยานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้
หลักฐานสำคัญประกอบด้วยขอบเขตโครงการ หลักเกณฑ์การให้คะแนน รายชื่อและคุณสมบัติของกรรมการ คะแนนรายบุคคล บันทึกการประชุม เหตุผลที่หน่วยงานแต่ละแห่งผ่านหรือไม่ผ่าน หนังสืออุทธรณ์ ตลอดจนหลักฐานเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเข้ามาเจรจาหรือข่มขู่
การตรวจสอบยังต้องแยกออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือความชอบด้วยกฎหมายและความเป็นธรรมของกระบวนการคัดเลือก ส่วนที่สองคือข้อกล่าวหาเรื่องการคุกคาม ซึ่งต้องพิสูจน์ผ่านกระบวนการสอบสวนของตำรวจ
หากไม่พบความผิดปกติ สสว.ควรเปิดเผยข้อมูลเท่าที่กฎหมายอนุญาต เพื่อคลายข้อสงสัยและฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบคัดเลือก แต่หากพบว่ามีบุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงหรือกดดันผู้ยื่นอุทธรณ์ ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายและระเบียบราชการ
ผลของเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงผู้ชนะระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับ สสว. เพราะเดิมพันที่สำคัญกว่าคือความเชื่อมั่นว่า งบประมาณซึ่งตั้งใจช่วย SME จะเดินทางถึงผู้ประกอบการอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และปราศจากมือที่มองไม่เห็นอยู่ระหว่างทาง







