posttoday
โกงสอบท้องถิ่น6พันราย ปริศนาชื่อหล่นหาย เขย่าบิ๊กมหาดไทยสะเทือนป.ป.ช.

โกงสอบท้องถิ่น6พันราย ปริศนาชื่อหล่นหาย เขย่าบิ๊กมหาดไทยสะเทือนป.ป.ช.

09 กรกฎาคม 2569

คดีโกงสอบท้องถิ่นกว่า6พันรายลามจากห้องสอบสู่เกมอำนาจ เมื่อป.ป.ช.ตั้งไต่สวน55ชื่อแรก แต่ปมบิ๊กบางรายไม่ติดโผ กลายเป็นคำถามใหญ่เขย่ามหาดไทยและรัฐบาลอย่างหนัก

KEY

POINTS

  • พบการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นครั้งใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,000 ราย โดยใช้วิธีแก้ไขคะแนนให้ผู้ที่สอบไม่ผ่านกลายเป็นผู้สอบได้
  • ป.ป.ช. เริ่มกระบวนการไต่สวน แต่เกิดข้อกังขาเมื่อรายชื่อผู้ถูกไต่สวนล็อตแรกไม่มีชื่อข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง
  • กรณี "ชื่อหล่นหาย" ของบิ๊กมหาดไทยกลายเป็นบทพิสูจน์การทำงานของ ป.ป.ช. ว่าจะสามารถเอาผิดผู้มีอำนาจตัวจริงได้หรือไม่

มหากาพย์ทุจริตสอบคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่น กำลังลุกลามจากคดีโกงข้อสอบธรรมดา ไปสู่คำถามใหญ่ระดับโครงสร้างอำนาจในกระทรวงมหาดไทย หลังพบผู้เกี่ยวข้องในวงกว้างกว่า 6,000 ราย และมีตัวเลขความเสียหายจากการเรียกรับผลประโยชน์สูงถึง 4,500 ล้านบาท

หัวใจของคดีอยู่ที่ข้อกล่าวหาเรื่องการแก้ไขคะแนนในกระดาษคำตอบ โดยข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า มีผู้เข้าสอบกว่า 5,000 คนถูกเพิ่มคะแนน 20-30 คะแนน จากเดิมที่สอบไม่ผ่าน กลายเป็นผู้ได้คะแนนลำดับต้น ๆ เปิดทางไปสู่การบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น กระบวนการเช่นนี้จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการลงมือของคนเพียงไม่กี่คน แต่สะท้อนถึงเครือข่ายที่อาจเชื่อมโยงทั้งคนจัดสอบ นายหน้า และผู้ได้รับประโยชน์ปลายทาง

 

ด้วยขนาดของความเสียหาย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จึงยกระดับคดีนี้เป็น “คดีพิเศษ” พร้อมวางกรอบเร่งรัดดำเนินการภายใน 3-6 เดือน โดยแบ่งผู้ถูกไต่สวนออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ นายหน้าเรียกรับเงิน และกลุ่มบุคคลที่ได้รับการแก้ไขคะแนน

แต่จุดที่ทำให้คดีนี้ร้อนแรงยิ่งขึ้น คือการเปิดรายชื่อผู้ถูกตั้งคณะไต่สวนล็อตแรก 55 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มี 22 รายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หลายคนมีบทบาทเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการกลางการจัดสอบ หรือ กสถ.

 

เมื่อเทียบกับรายชื่อคณะกรรมการกลางจัดสอบชุดปี 2568 กลับเกิดคำถามทันทีว่า เหตุใดกรรมการและผู้แทนจากหลายหน่วยงานจึงถูกดึงเข้าสู่กระบวนการไต่สวนแทบทั้งชุด แต่ข้าราชการระดับสูงบางรายที่ถูกระบุว่ามีตำแหน่งเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการชุดเดียวกัน กลับไม่ปรากฏชื่อในบัญชีไต่สวนล็อตแรก

 

ชื่อที่ถูกจับตาอย่างหนัก คือนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในช่วงเริ่มโครงการ ทั้งสองไม่มีชื่อในบัญชีไต่สวนตามข้อมูลที่ถูกเปิดเผย จึงกลายเป็น “ปริศนาชื่อหล่นหาย” ที่สังคมต้องการคำอธิบายจาก ป.ป.ช. ว่า ใช้หลักเกณฑ์ใดในการคัดแยกผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวน

ความลักลั่นนี้ยิ่งถูกขยาย เมื่อข้าราชการบางรายที่มีชื่อถูกกล่าวหาออกมาชี้แจงว่า ตนเข้ามารับตำแหน่งในช่วงปลายทางของกระบวนการ เช่น นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดี สถ. คนปัจจุบันที่ถูกสั่งย้าย ซึ่งระบุว่าเป็นเพียงผู้เข้ามาจัดสอบตามข้อกำหนดเดิม และการเรียกรับเงินอาจเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เช่นเดียวกับ ร.ต.ท. ภพชนก ชลานุเคราะห์ อดีตอธิบดี สถ. ที่ดำรงตำแหน่งช่วงสั้น ๆ ระหว่างการแก้ปัญหาร้องเรียนเรื่องประมูลจัดสอบ แต่กลับมีชื่อถูกไต่สวนด้วย

 

ประเด็นจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ว่า ใครแก้คะแนน หรือใครรับเงิน แต่ขยับไปสู่คำถามว่า กระบวนการไต่สวนจะเดินไปถึงผู้มีอำนาจกำกับดูแลจริงหรือไม่ หรือจะหยุดอยู่เพียงผู้ปฏิบัติ นายหน้า และผู้ได้รับประโยชน์บางกลุ่ม

 

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เปรียบการทุจริตครั้งนี้ว่าเป็น “มะเร็งร้าย” ที่กัดกินระบบปกครองท้องถิ่น รัฐบาลจึงเตรียมใช้มาตรการด้านจริยธรรมควบคู่กับคดีอาญา หากพบความผิด อาจมีโทษถึงขั้น “ติดใบดำ” ห้ามกลับเข้ารับราชการตลอดชีวิต

 

คดีโกงสอบท้องถิ่นกว่า 6,000 ราย จึงเป็นมากกว่าการปราบทุจริตในสนามสอบ แต่เป็นบทพิสูจน์มาตรฐานของ ป.ป.ช. และรัฐบาลว่า จะกล้าขุดลึกถึงรากของเครือข่ายอำนาจหรือไม่ หากปริศนาชื่อหล่นหายยังไร้คำตอบ การล้างบางครั้งนี้อาจถูกจดจำไม่ใช่ในฐานะการผ่าตัดมะเร็งร้าย แต่เป็นเพียงการเชือดเบี้ยหน้า กระดาน ท่ามกลางเงาของอำนาจที่ยังไม่ถูกแตะต้อง

ข่าวล่าสุด

AIS ผนึก กสทช.-CIB ลงพื้นที่อรัญประเทศ ทลายแก๊งมิจฉาชีพ สกัดอาชญากรรมออนไลน์

AIS ผนึก กสทช.-CIB ลงพื้นที่อรัญประเทศ ทลายแก๊งมิจฉาชีพ สกัดอาชญากรรมออนไลน์