
ไฟสุม กกต.เขย่าเก้าอี้แสวง ผลประเมินเสี่ยงโมฆะระบบเลือกตั้งไทยปั่นป่วน
เมื่อผลประเมินหนึ่งชุดกลายเป็นชนวนไฟใน กกต. เก้าอี้เลขาธิการของ “แสวง บุญมี” จึงไม่ใช่เรื่องตำแหน่ง แต่โยงถึงคำสั่งและความชอบธรรมทั้งองค์กร?
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งใน กกต. มีศูนย์กลางอยู่ที่ผลการประเมินผลงานของเลขาธิการ แสวง บุญมี ซึ่งอดีตกรรมการส่วนใหญ่ให้คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ และอาจนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่ง
- สาเหตุหลักของผลประเมินที่ไม่ผ่านเกณฑ์เชื่อมโยงกับปัญหาการจัดการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีข้อครหาเรื่องการฮั้วและความไม่โปร่งใส
- หากผลประเมินถูกยืนยันว่าไม่ผ่าน อาจส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่และคำสั่งต่างๆ ของเลขาธิการย้อนหลังเป็นโมฆะ กระทบต่อความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้งและคดีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
รอยร้าวภายในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังขยายตัวจากประเด็นการประเมินผลงานของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ไปสู่คำถามใหญ่กว่าว่า หากผลประเมินชี้ว่าไม่ผ่านเกณฑ์จริง การปฏิบัติหน้าที่ในห้วงเวลาหลังจากนั้นจะยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่
นี่ไม่ใช่ข่าวความขัดแย้งในองค์กรอิสระ แต่เป็นวิกฤตความชอบธรรมที่อาจกระทบต่อคำสั่ง การตั้งคณะไต่สวน และการขับเคลื่อนคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ซึ่งถูกตั้งข้อครหาว่ามีปัญหาเรื่องการฮั้วและความไม่โปร่งใส
ข้อมูลที่ถูกส่งถึง กกต. ชุดปัจจุบันเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ผลการประเมินผลงานปี 2568 ของนายแสวงจากอดีตกรรมการ กกต. ชุดเก่า ส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือไม่ให้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 โดยมีกรรมการ 6 ใน 7 คนส่งผลประเมิน ได้แก่ นายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นายปกรณ์ มหานพ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย
แก่นปัญหาเริ่มจากระเบียบการจ้างงานตำแหน่งเลขาธิการ กกต. ที่กำหนดให้ต้องมีการประเมินผลงานตามดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ หรือ KPI หากผลประเมินต่ำกว่าร้อยละ 60 ผู้ดำรงตำแหน่งต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่ง
เหตุผลสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเชื่อมโยงกับผลประเมิน คือปัญหาการจัดการเลือก สว. ที่มีข้อครหาเรื่องการฮั้วและความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างข้อมูลจากดีเอสไอ ซึ่งระบุว่ามีเงินสะพัดในการเลือก สว. ราว 300-500 ล้านบาท กับรายงานจากสำนักเลขาธิการที่เสนอต่อบอร์ด กกต. ซึ่งมีเนื้อหาแตกต่างออกไป
ประเด็นนี้ทำให้การประเมินผลงานไม่ได้เป็นเพียงการให้คะแนนเชิงบริหาร แต่กลายเป็นการกำหนดท่าทีทางกฎหมายของกรรมการชุดเก่าไปโดยปริยาย เพราะการไม่ให้ผ่านเกณฑ์อาจถูกมองว่าเป็นการป้องกันตนเองในอนาคต เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้รับรองหรือสนับสนุนกระบวนการที่อาจถูกตั้งคำถามว่ามิชอบด้วยกฎหมาย
ขณะที่ กกต. ชุดปัจจุบันซึ่งรับไม้ต่อจากข้อมูลดังกล่าว กลับต้องเผชิญกับแรงกดดันสองด้าน ด้านหนึ่งคือผลประเมินจากกรรมการชุดเก่าที่ส่งสัญญาณชัดเจน แต่อีกด้านคือผลกระทบมหาศาลหากมีมติให้นายแสวงไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะอาจลากไปถึงความสมบูรณ์ของคำสั่งและการดำเนินการย้อนหลัง
การประชุม กกต. เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา มีรายงานว่าเกิดการถกเถียงอย่างหนักจนยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ หนึ่งในปมถกเถียงสำคัญคือการตีความเสียงที่ต้องใช้ในการวินิจฉัย ว่าต้องนับจากกึ่งหนึ่งของ “กรรมการที่มีอยู่” หรือกึ่งหนึ่งของ “กรรมการชุดที่ประเมิน” ซึ่งเป็นรายละเอียดทางระเบียบที่อาจชี้ชะตาผลลัพธ์ทั้งเรื่อง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานพฤติการณ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างการประชุมมีกรรมการบางรายออกจากห้องไปรับโทรศัพท์จากบุคคลภายนอก ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า มีสัญญาณหรือแรงกดดันจากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องกับทิศทางการตัดสินใจหรือไม่ แม้เรื่องนี้ยังเป็นเพียงข้อสังเกต แต่ก็ยิ่งสะท้อนบรรยากาศความไม่ไว้วางใจภายในองค์กร
จุดที่อ่อนไหวที่สุดของเรื่องนี้ คือผลทางกฎหมายย้อนหลัง หากมีการสรุปว่านายแสวงไม่ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ช่วงเวลาที่มีการประเมิน เช่น เดือนพฤษภาคม 2568 การปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดหลังจากนั้นอาจถูกตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายทันที
คำสั่งแต่งตั้งคณะไต่สวนหลายชุด โดยเฉพาะคณะไต่สวนชุดที่ 36 ซึ่งดูแลคดีฮั้ว สว. อาจถูกท้าทายว่าไม่มีผลสมบูรณ์ หากผู้ลงนามในฐานะเลขาธิการ กกต. ถูกถือว่าขาดคุณสมบัติหรือพ้นจากสถานะไปก่อนหน้าแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อโครงสร้างอำนาจตามกฎหมายใหม่ได้ถ่ายน้ำหนักการบริหารจำนวนมากมายังสำนักเลขาธิการ กกต. ความชอบธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการจึงไม่ได้กระทบเฉพาะตัวบุคคล แต่กระทบต่อกลไกขององค์กรทั้งระบบ ตั้งแต่งานธุรการ การออกคำสั่ง การตั้งคณะทำงาน ไปจนถึงการขับเคลื่อนคดีสำคัญทางการเมือง
วิกฤตครั้งนี้จึงมีลักษณะเป็น “ไฟสุมขอน” ที่เผาไหม้อยู่ภายในองค์กรอิสระมาระยะหนึ่ง ก่อนจะปะทุขึ้นผ่านผลประเมินผลงานที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเอกสาร แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นจุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือนทางกฎหมายและการเมือง
ท้ายที่สุด กกต. ชุดปัจจุบันไม่ได้กำลังตัดสินเพียงอนาคตของนายแสวง บุญมี แต่กำลังตัดสินความน่าเชื่อถือขององค์กรตนเองด้วยว่าจะยืนอยู่บนหลักกฎหมายอย่างไร ท่ามกลางสายตาของสังคมที่ตั้งคำถามว่า องค์กรซึ่งมีหน้าที่รักษาความสุจริตของการเลือกตั้ง จะรักษาความชอบธรรมของตัวเองได้มากน้อยเพียงใด.







