
3 มูลนิธิจับมือภาคเอกชนลุยล้างทุจริต ตอกกลับรัฐขู่ฟ้องปิดปากแฉสินบน
3 มูลนิธิต้านโกงผนึกกำลังภาคเอกชนขับเคลื่อนแนวคิดทนไม่ไหวแล้วโว้ย หวังเปิดโปงและแก้ปัญหาคอร์รัปชัน หลัง กกร. แฉหน่วยงานรัฐรับสินบนอื้อ ด้านรัฐขู่ฟ้องกลับ
KEY
POINTS
- 3 มูลนิธิด้านการต่อต้านทุจริตประกาศความร่วมมือกับภาคเอกชน (กกร.) เพื่อผนึกกำลังแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันที่รุนแรงขึ้น
- การเคลื่อนไหวนี้เป็นผลมาจากการที่ภาคเอกชนเปิดโปงข้อมูลการจ่ายสินบน แต่กลับถูกหน่วยงานรัฐและรัฐมนตรีขู่ฟ้องกลับเพื่อปิดปาก
- กลุ่มพันธมิตรแสดงจุดยืนไม่ยอมต่อการข่มขู่ของภาครัฐ และเรียกร้องให้การปราบปรามคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง
เมื่อเที่ยงวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ณ ภัตตาคารเฉาเซียง โรงแรมเดอะทราเวลเลอร์ ถนนรัชดาภิเษก ผู้แทนจาก 3 องค์กร นำโดย ดร. มานะ นิมิตรมงคล ประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ศ. (พิเศษ) วิชา มหาคุณ ประธานมูลนิธิต่อต้านการทุจริต และ พล.อ.อ.วีรวิทย์ คงศักดิ์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้ประชุมหารือและเห็นพ้องที่จะผนึกกำลังทำงานร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ขับเคลื่อนงานต้านทุจริตภายใต้แนวคิด “ทนไม่ไหวแล้วโว้ย” หลังวิตกสภาพปัญหาคอร์รัปชันที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ก่อนนี้ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 คณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. เปิดเผยข้อมูล ว่า มีผู้ขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐ 60.9% ต้องจ่ายสินบนใต้โต๊ะเฉลี่ย 15-20% โดยกรมควบคุมมลพิษถูกระบุว่ามีการเรียกรับสินบนเฉลี่ยต่อครั้งสูงสุดเป็นเงิน 102,160 บาท นำไปสู่การขีดเส้นตาย 7 วันจากทางกรมฯ เพื่อให้ภาคเอกชนส่งหลักฐาน มิฉะนั้นจะฟ้องกลับเพื่อกู้ศักดิ์ศรี ซึ่งมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงท่าทีสนับสนุนการใช้มาตรการทางกฎหมายฟ้องกลับ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจาก นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชนว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐข่มขู่ภาคเอกชนและทำลายระบบธรรมาภิบาล
นอกจากนี้ คณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร. เห็นว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันให้สำเร็จอย่างยั่งยืน รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องร่วมมือกันตรากฎหมายเพื่อขจัดการคอร์รัปชันและประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยต้องมีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี เช่นเดียวกับแบบอย่างความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และเวียดนาม อย่างไรก็ดี สังคมยังคงมีความกังวลว่าหากมีการเปิดโปงพฤติกรรมมิชอบของนักการเมืองในลักษณะเดียวกัน อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การผลักดันกฎหมายฉบับนี้เป็นไปได้ยาก
สำหรับสถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบัน นอกจากหน่วยงานราชการส่วนกลางที่เป็นปัญหาแล้ว หลังจากประเทศไทยกระจายอำนาจการปกครอง สถิติเรื่องร้องเรียนและการฟ้องร้องศาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าปัญหากระจายตัวไปในทุกระดับ จนทำให้ในปัจจุบันสาธารณชนเริ่มตั้งคำถามต่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบหลักของประเทศส่งผลให้ภาคประชาชนและเอกชนต้องลุกขึ้นมาขับเคลื่อนร่วมกันในครั้งนี้







