
รัฐผนึกยักษ์ธุรกิจ แก้วิกฤตค่าครองชีพ-ขับเคลื่อนเงินกู้ 4 แสนล้าน
นายกฯอนุทิน เปิดทำเนียบรัฐบาล รับฟังความเห็นบิ๊กซีอีโอ ระดมสมองแก้วิกฤตเงินเฟ้อ -ปัญหาปากท้อง สร้างความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ จัดการเงินกู้ 4 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจไทย
KEY
POINTS
- รัฐบาลประชุมร่วมกับบิ๊กซีอีโอจากกลุ่มธุรกิจชั้นนำของประเทศ เพื่อระดมสมองหาแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
- มีเป้าหมายเร่งด่วนเพื่อหามาตรการลดภาระค่าครองชีพและบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่กระทบต่อประชาชน
- สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการวางแผนและบริหารจัดการเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่น
นายกรัฐมนตรีเปิดทำเนียบรัฐบาลรับฟังความเห็น 12 ซีอีโอกลุ่มธุรกิจชั้นนำของประเทศ เพื่อระดมสมองแก้วิกฤตเงินเฟ้อและปัญหาปากท้อง พร้อมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการเงินกู้ 4 แสนล้านบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้พ้นสภาวะชะงักตัว
เวทีประวัติศาสตร์: เมื่อรัฐบาลฟังเสียง 1% ผู้กุมชะตาเศรษฐกิจ
เมื่อเวลา 17.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในการประชุมหารือร่วมกับตัวแทนภาคเอกชนระดับแนวหน้าของประเทศ ภายใต้ชื่องาน "ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง" เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยกลุ่มธุรกิจที่เข้าร่วมนี้ถูกระบุว่าเป็นกลุ่มบุคคลเพียง 1% ของประชากร แต่มีบทบาทสำคัญในการถือครองทรัพย์สินรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนซัพพลายเชนตั้งแต่อุปโภคบริโภคไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน
เปิดโผ 12 บิ๊กธุรกิจ: ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนประเทศ
การหารือครั้งนี้ครอบคลุมทุกมิติการใช้ชีวิตของประชาชน โดยมีกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่เข้าร่วมตามลำดับรายได้รวม ดังนี้:
- ด้านเกษตร อาหาร และสื่อสาร: เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และ เบทาโกร (BTG)
- ด้านพลังงานและปิโตรเคมี: ปตท. (PTT), บางจาก (BCP) และ กัลฟ์ (GULF)
- ด้านการผลิตและก่อสร้าง: เอสซีจี (SCG) และ ช.การช่าง (CK)
- ด้านอุปโภคบริโภคและค้าปลีก: ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev), กลุ่มเซ็นทรัล (Central Group), เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ สหพัฒนพิบูล
- ด้านโลจิสติกส์: ดับบลิวเอชเอ (WHA)
โจทย์เร่งด่วน: แก้ปมเงินเฟ้อพุ่ง-รายได้คงที่
รัฐบาลตั้งเป้าหมายหลักให้ภาคเอกชนเสนอแนวทางลดค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภค ท่ามกลางวิกฤตที่รายได้ประชาชนคงที่แต่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น โดยประเด็นวิกฤตที่ต้องเร่งจัดการประกอบด้วย:
- วิกฤตซัพพลายเชน: ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง (เม็ดพลาสติก ปุ๋ย และสินค้าเกษตร)
- ต้นทุนพลังงาน: ราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าขนส่งและราคาสินค้า
- แรงกดดันการส่งออก: การรับมือกับมาตรการทางภาษีและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน
ยุทธศาสตร์เงินกู้ 4 แสนล้าน: ดึงเอกชนสร้างความชอบธรรม
หัวใจสำคัญของการหารือในครั้งนี้ คือการพิจารณาแนวทางการใช้จ่ายเงินตาม พรก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลมุ่งหวังใช้โมเดล "all-in-one" ดึงเอกชนเข้าร่วมออกแบบโครงการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดกระแสต่อต้านจากสังคม โดยรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจยืนยันว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการกู้เงินเพื่อหยุดยั้งความเสียหายทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง
เสียงสะท้อนทางวิชาการ: บทเรียนจากอดีตสู่ "Quick Big Win"
นายเกรียงไกร เทียนนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สอท. ให้ความเห็นว่าการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐและเอกชนในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดี คล้ายกับโมเดล "Quick Big Win" ในอดีต แม้จะมีความคล้ายคลึงกับการขอความร่วมมือมหาเศรษฐีในช่วงโควิด-19 แต่ครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การรับฟังเพื่อกำหนดนโยบายและการใช้งบประมาณให้เข้าถึงรากแก้วของปัญหาซัพพลายเชนอย่างแท้จริง
บทสรุป: เดิมพันการเมืองและเศรษฐกิจบนฐานเงินกู้ก้อนโต
งาน "ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง" จึงไม่ใช่เพียงแค่การพบปะเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจ แต่คือการวางเดิมพันครั้งสำคัญของรัฐบาลในการดึงทรัพยากรและองค์ความรู้จากกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่มาเป็น "แบ็ค" หรือแรงสนับสนุนหลัก เพื่อฝ่าวิกฤตค่าครองชีพที่รุมเร้า และสร้างความชอบธรรมในการบริหารจัดการเงินกู้ก้อนมหาศาลเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว







