
นายกฯ เปิดทำเนียบถกบิ๊กซีอีโอ พลิกโฉมเศรษฐกิจ หนุนเชื่อมั่นตลาดทุนไทย
นายกฯ เปิดเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ถกบิ๊กซีอีโอ เร่งวางยุทธศาสตร์ 4 ปี แก้โจทย์เศรษฐกิจ ดึงดูด FDI ดัน GDP ไทยฟื้นตัว สร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย
KEY
POINTS
- นายกรัฐมนตรีเปิดทำเนียบรัฐบาลประชุมหารือกับผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เพื่อรับฟังข้อเสนอในการพลิกโฉมเศรษฐกิจ
- การประชุมมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนสู่การเป็น "หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ" เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายและแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค
- การหารือครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในตลาดทุนไทย และคาดว่าจะช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เกิดอีเวนต์สำคัญทางการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดทำเนียบฯ เป็นประธานในเวทีหารือวาระพิเศษภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพบปะตามปกติ แต่ถูกนิยามว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนให้กลายเป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” แทนที่บทความเดิมที่เป็นเพียงผู้กำกับดูแลกับผู้ประกอบการ
การรวมตัวของ CEO จาก 10 อุตสาหกรรมหลัก
รัฐบาลได้เชิญผู้นำองค์กรระดับสูงและ CEO จากบริษัทยักษ์ใหญ่รวมกว่า 20 ท่าน ครอบคลุม 10 กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กลุ่มการเงิน เกษตรและอาหาร ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ โรงแรมและท่องเที่ยว ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยี
สำหรับผู้บริหารภาคธุรกิจที่จะเข้าร่วม อาทิ
- นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
- นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
- นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
- นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
- นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
- นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
- นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)
- นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
- นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด
- นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
การระดมสมองครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การรับฟังข้อเสนอเชิงลึก ทั้งในส่วนของภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำทันที และยุทธศาสตร์ระยะยาว 4 ปี รวมถึงการรับฟังเสียงสะท้อนเกี่ยวกับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
ก้าวต่อไป จากการฟังสู่การปฏิบัติจริง
รัฐบาลมีแผนจะเดินหน้าหารือรายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเจาะลึกปัญหาและผลักดันมาตรการให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข่งขันได้
นัยสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดทุน
นักวิเคราะห์จาก บล.เอเซีย พลัส มองว่า การระดมสมองของผู้นำระดับ TOP ในแต่ละอุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทำให้กระบวนการพิจารณานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ EV และการปล่อยคาร์บอนต่ำ มีความรวดเร็วและตอบโจทย์ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นตัวเร่งให้ตัวเลข GDP ไทยทยอยฟื้นตัวขึ้นตามลำดับในไตรมาสถัด ๆ ไป
นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้เป็น “ตัวเร่งเชิงบวก” ต่อความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากบริษัทที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) สูง โดยมีประเด็นที่น่าจับตาในรายกลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ
กลุ่มธนาคาร : ความร่วมมือครั้งนี้อาจนำไปสู่ความชัดเจนด้านมาตรการสินเชื่อเพื่อประคอง SME หรือการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจะช่วยลดความกังวลเรื่องหนี้เสีย (NPL) ในระบบ
กลุ่มค้าปลีกและเกษตร-อาหาร : หุ้นกลุ่มค้าปลีกมีโอกาสรับอานิสงส์เต็มที่ หากที่ประชุมสามารถผลักดันมาตรการกระตุ้นการบริโภคหรือนโยบายเพิ่มกำลังซื้อในประเทศได้สำเร็จ เพื่อต่อยอดจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”
กลุ่มพลังงาน ยานยนต์ชิ้นส่วน และก่อสร้าง : การส่งเสริมแผนพลังงานทดแทน การวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรม EV และการปลดล็อกข้อจำกัดเมกะโปรเจกต์ จะสร้าง GROWTH STORY ใหม่ๆ ให้กับหุ้นกลุ่มนี้
กลุ่มท่องเที่ยวและสุขภาพ : การขจัดอุปสรรคด้านการท่องเที่ยว การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน หรือการยกระดับ MEDICAL TOURISM จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยหนุนรายได้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
การทำงานแบบ “เปิดกว้างและเข้าถึงได้” ของรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จจากหารือกันในครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับการแปรเปลี่ยนข้อเสนอจากโต๊ะเจรจาไปสู่การปฏิบัติที่รวดเร็วและตอบโจทย์ตลาดโลกอย่างแท้จริง







